NFT หรือโปรเจกต์ NFT อย่าง Bored Ape Yacht Blub, Clone X, Doodles, Azuki หรือ Cryptopunks นั้นเป็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในปี 2021 โดยเฉพาะในส่วนของ Floor Price ของหลาย ๆ โปรเจกต์ที่มีการขึ้นสูงอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่อย่างไรก็ตามด้วยจากการที่สภาวะตลาดในช่วงนั้นมีผลจากการเก็งกำไรผสมอยู่ด้วย จึงทำให้คอลเลคชั่นส่วนมากในปัจจุบันนั้นมีการปรับตัวลงกว่า 80-95%
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนั้นก็ยังมี NFT บางคอลเลคชั่นที่ยังสามารถยืน Floor Price อยู่ได้ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคอลเลคชั่น Clone X - X TAKASHI MURAKAMI และวันนี้จะเป็นการวิเคราะห์ว่าทำไมคอลเลคชั่นนี้ถึงยังยืนอยู่ได้และยังถือเป็น NFT ที่อยู่รอดภายใต้สภาวะตลาดหมีเช่นนี้ มากไปกว่านั้นการวิเคราะห์ในครั้งนี้ก็อาจเป็นตัวอย่างเพื่อนำไปปรับใช้กับของโปรเจต์ NFT อื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
Clone X เป็น NFT ประเภท Profile Picture(PFP) แนวอนิเมะสามมิติ ที่มีจำนวนทั้งหมด 20,000 ชิ้น โดย Trait หรือลักษณะของ PFP แต่ละตัวนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างน้อยหนึ่งจุดซึ่งเกิดจากการสุ่ม(Generative PFP) ซึ่งออกโดย RTFKT ที่เป็นสตูดิโอที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน NFT โดยเฉพาะ สำหรับตัว Clone X นั้นปัจจุบันเป็นคอลเลคชั่น NFT ที่มี Marketcap เป็นอันดับ 4 ของตลาด NFT ทั้งหมด ซึ่งเป็นมูลค่าประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนคอลเลคชั่นอันดับ 1-3 นั้นจะเป็น Bored Ape Yacht Club, Cryptopunks, Mutant Ape Yacht Club ตามลำดับ ซึ่งเนื่องจากสามคอลเลคชั่นนี้เป็น Ecosystem ของ Yuga Labs เราจึงจะมากล่าวถึงในบทความอื่น ๆ ในอนาคตของ Cryptomind Research
โดย Case Study วันนี้จะเป็นการเล่าถึงว่าทำไมโปรเจกต์ Clone X โดย RTFKT(อ่านว่า Artifact) นั้นทำไมถึงประสบความสำเร็จและมีศักยภาพที่จะเติบโจในอนาคต เพราะในปัจจุบันต้องบอกว่า NFT มีมากมายก่ายกอง ดังนั้นมันเลยน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้โปรเจกต์นี้มีอนาคต
ความแตกต่างของ Clone X กับโปรเจกต์ NFT อื่น ๆ นั้นมีพอสมควร ซึ่งมีปัจจัยอยู่ประมาณ 5 ปัจจัยหลัก ๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จของโปรเจกต์คือ Team, Backer, Brand Collaboration, Community และ Element of Surprise ดังต่อไปนี้
Clone X มีความต่างกับโปรเจกต์ NFT หลาย ๆ โปรเจกต์ที่เจ้าของมักจะไม่เปิดเผยตัวตน หรือต่อให้เปิดเผยมาประวัติของผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ส่วนมากก็ดูไม่ค่อยมีความเกี่ยวพันกับสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ NFT เลยแม้แต่น้อยหรือบางโปรเจกต์อาจจะแย่กว่านั้นคือผู้ก่อตั้งโปรเจกต์นั้นเคยทำอะไรไม่ดีมาก่อน ซึ่งทำให้ผู้ที่ถือ NFT ในคอลเลคชั่นมีความกังวลขึ้นมาได้
แต่สำหรับ 3 ผู้ก่อตั้งหลักของ RTFKT ซึ่งก็คือ Chris Le, Steven Vasilev และ Benoit Pagotto นั้นค่อนข้างตรงข้ามกับสิ่งได้กล่าวมาตรงที่ทั้งสามคนนี้มีความเชี่ยวชาญในทางของตัวเอง และความเชี่ยวชาญดังกล่าวนั้นก็สามารถความหวังการเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้โปรเจกต์เป็นโปรเจกต์ที่ดีในอนาคตและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าอื่นได้ ซึ่งจะมาดูกันว่าแต่ละคนนั้นมีความสามารถอย่างไรบ้าง
เป็นที่รู้จักในนาม “ClegFX” ซึ่งเป็น Creative Director ของ RTFKT และยังเป็น Senior Director of Design ที่ Nike โดยถ้าเป็นเรื่องการออกแบบ Virtual Assets ในด้าน Fashion และ Gaming นั้น Chris Le มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก
เพราะก่อนที่ Chris Le จะออกมาก่อตั้ง RTFKT นั้นตัวเขาได้เป็น Community Creator ที่ออกแบบสกินปืนให้กับเกม FPS ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งอย่าง Counter-Strike: Global Offensive และเกม Moba อันดับหนึ่งอย่าง Dota 2 มาแล้ว โดยเมื่อเอาประสบการณ์จากการออกแบบไอเทมในเกมมาปรับเข้ากับการออกแบบสินค้าแฟชั่น จึงทำให้เสื้อผ้ารองเท้าของ RTFKT นั้นมีความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร และไม่ใช่สิ่งที่จะเลียนแบบกันได้ง่าย ๆ
หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “Zaptio” ซึ่งเป็น CEO ของ RTFKT และคล้ายกับ Chris Le คือเป็น Senior Director of Product Digital/Physical ที่ Nike
โดยเสริมจากสิ่งที่ Chris Le ทำที่เป็น Digital Based โดย Zaptio ได้นำจุดแข็งของตัวเองที่เชี่ยวชาญด้านการ Custom รองเท้ามาทำให้รองเท้าที่ Chris Le ออกแบบเป็นของจริงขึ้นมา โดยผลงานแรกที่ออกเป็นรองเท้า Physical คู่แรกของ RTFKT คือ RTFKT “Bone Trooper” ที่ได้รับแรงบัลดาลใจมากจากสกิน Bone Trooper จากเกม Fortnite ซึ่งถ้าหากขาดความสามารถตรงนี้ของ Zaptio เราก็อาจจะไม่ได้เห็นรองเท้าโลกจริงของ RTFKT อย่างทุกวันนี้
หรือเป็นที่รู้จักในนาม Benit0 ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอีกคนของ RTFKT และปัจจุบันเป็น Senior Director Brands & Ownership ที่ Nike
ซึ่งความเชี่ยวชาญของ Benoit จะเป็นทางด้าน Brand Management โดย Benoit นั้นเคยเป็น Brand Manager และเป็น Marketing Director ของสังกัตแข่ง Esports ชื่อดังอย่าง Fnatic ที่เป็นสังกัตต้น ๆ ของโลก เพราะฉะนั้นเมื่อมีของที่เป็น Digital กับ Physical ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่พร้อมแล้ว Benoit จึงเป็นคนที่จะสามารถพาผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ตลาดได้จากการที่เขาเข้าใจตลาดจากประสบการณ์การทำงานของเขาที่เคยทำมา
สิ่งที่สำคัญของทุกโปรเจกต์คือเงินทุน เพราะไม่ว่า Business Model จะดีขนาดไหน ถ้าหากขาดเงินทุนไป ก็คงเหมือนร่างกายที่ขาดอ๊อกซิเจน
ซึ่งสำหรับ RTFKT ต้องบอกว่ามีหลักประกันเรื่องนี้ที่ค่อนข้างดีมาก ๆ เพราะเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2021 Nike ได้ประกาศควบกิจการ RTFKT มาเป็นของ Nike อย่างเป็นทางการ เพราะทาง Nike เห็นโอกาสในเรื่องของเทคโนโลยี NFT อย่าง การเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของในเรื่องดังกล่าว มากไปกว่านั้นคือ Nike สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้สู้กับสินค้าของปลอม(Counterfeit Goods)ได้ ซึ่งทาง Nike ก็ได้เคยออกสิทธิบัตรของ "System and Method for Providing Cryptographically Secured Digital Assets" ที่มาการพูดถึงรองเท้า Cryptokicks ตั้งแต่ปี 2019 โดยจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพิสูจน์ความเป็นเจ้าของกับรองเท้าในโลกจริงได้ และมากไปกว่านั้นแล้วสิทธิบัตรนี้ยังมีการพูดถึงเรื่องการนำสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT เข้ามาใช้ร่วมกับเกมเพื่อเพิ่มค่าต่าง ๆ ภายในเกมได้อีกด้วย ซึ่งหมายความว่า NFT ที่ผู้ใช้รับไปนั้นอาจจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อกับแพลตฟอร์มอื่นได้อีกในอนาคตด้วยเช่นกัน
โดย RTFKT ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสายนี้เป็นเสมือนประตูสำหรับ Nike ในการบรรลุจุดหมายดังกล่าวตามที่ Nike ได้จดสิทธิบัตรมา เพราะในความเป็นจริงคือ Nike ได้ทำการจดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 2019 ตั้งแต่ก่อนที่ RTFKT จะก่อตั้ง เพราะฉะนั้น RTFKT จึงเป็นเสมือนสิ่งที่เข้ามาเติมช่องว่างของ Nike เป็นอย่างมาก
ส่วนสำหรับสิ่งที่ RTFKT ได้รับเป็นการตอบแทนก็คือการได้รับหนุนหลังจากแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นที่มี Marketcap ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกเพราะฉะนั้นเรื่องเงินทุน แทบจะไม่ใช่ปัญหาของ RTFKT อีกต่อไป มากไปกว่านั้นคือ ถ้ามาดูผลสำรวจอ้างอิงของ Business of Fashion ก็จะพบว่าแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับกลุ่ม Gen Z ชาวอเมริกันนั้นพบว่าชื่นชอบแบรนด์ Nike เป็นอันดับที่ 1 อีกด้วย ตรงนี้จึงเป็นอีกแต้มต่อที่สำคัญมาก ๆ ให้กับ RTFKT(ในวันที่ไม่มีข่าวเรื่อง Nike นั้น CloneX มีราคา Floor อยู่ที่ประมาณ 2-3 ETH เท่านั้น แต่เมื่อมีข่าวว่า Nike ทำการซื้อ RTFKT ก็ได้ทำให้ราคา Floor ขึ้นกว่า 100% ไปอยู่ที่ 5-6 ETH ในทันที)
การจับมือร่วมพาร์ทเนอร์กับแบรนด์นั้นเป็นเหมือนการสร้างหลักประกันที่แข็งแรงให้กับโปรเจกต์มากขึ้น และนอกจากนั้นยังสามารถเป็นเครื่องมือสำหรับโปรเจกต์ในการเพิ่มชื่อเสียงของตัวเองไปอีกด้วย ซึ่งสำหรับ RTFKT เองนั้นก็ได้มีการทำในส่วนนี้กับแบรนด์อื่นเช่นกัน และแบรนด์เหล่านั้นก็มักเป็นเป็นแบรนด์ระดับโลก (ไม่รวม Nike เนื่องจากได้กล่าวถึงไปพอสมควรแล้ว แต่ถึงยังงั้นก็ยังขอเน้นว่า Nike เป็นแบรนด์ที่เพิ่มคุณค่าให้กับ RTFKT มากที่สุดในเวลานี้)
ทาคาชิ มุราคามิถือเป็นศิลปิน Pop Art ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีผลงานระดับโลกมากมาย อย่างการออกคอลเลคชั่น Uniqlo คู่กับ Bille Eilish, ออกผลงานคู่กับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นหรูระดับโลกของ LVMH อย่าง Hublot และ Louis Vuitton
ซึ่งผลงานที่เป็นเรือธงของ RTFKT ที่ทำคู่กับมุราคามิก็คงหนีไม่พ้นคอลเลคชั่น Clone X - X TAKASHI MURAKAMI ที่มี Trait Murakami Drip และ Murakami DNA มาอยู่ในคอลเลคชั่นมากถึง 15% ของจำนวนซัพพลายทั้งหมด โดยคุณค่าที่มุราคามิมอบคือทำให้คอลเลคชั่น Clone X เป็น NFT คอลเลคชั่นประเภทรูปโปรไฟล์แรกที่ทำคู่กับศิลปินชื่อดังระดับโลก
การจับมือกับแบรนด์น้ำหอมสัญชาติฝรั่งเศษอย่าง Byredo นั้นถือเป็นอีกมุมที่น่าสนใจสำหรับ RTFKT เพราะเนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ผู้ถือ CloneX นั้นไม่ค่อยรู้จัก แต่อย่างไรก็ดีการจับมือครั้งนี้ยังคงมีแค่การสร้าง Awareness ให้กับคอมมูนิตี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นคงต้องติดตามไปก่อนสำหรับ RTFKT x Byredo
RTFKT x Rimowa เป็นการจับมือที่ค่อนข้างเพิ่มคุณค่าให้ RTFKT มากขึ้นโดยเฉพาะในด้านของคุณค่าทางแบรนด์ เพราะเนื่องจาก Rimowa เป็นแบรนด์กระเป๋าเดินทางที่เป็นของ LVMH ซึ่งจึงหมายความว่าการจับมือครั้งนี้ได้ทำให้ RTFKT มีศักยภาพมากขึ้นในการไต่ไปสู่ Luxury Market และด้วยการขายกระเป๋าของ Rimowa คู่กับ RTFKT นั้นออกหมด ด้วยปริมาณความต้องการที่มากพอสมควร เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ถือ NFT ของ RTFKT โดยเฉพาะ Clone X จึงสามารถคาดหวังต่อว่าอนาคต RTFKT ก็อาจจะมีการเข้าไปร่วมจับมือกับแบรนด์ของ LVMH อีกและเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์อีกเรื่อย ๆ
สิ่งที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทุกโปรเจกต์ก็ต้องแน่นอนว่าคือคน โดยสำหรับกระแสใน NFT ในช่วงแรกนั้น แน่นอนว่าเกิดขึ้นมาจากโปรเจกต์ Bored Ape Yacht Club ที่มีคนในคอมมูนิตี้ต่างพากันดัน โปรโมท พูดถึง หรือซัพพอร์ทในหลาย ๆ ทางจนโปรเจกต์ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ซึ่งต้องบอกว่าในมุมของ Clone X นั้นก็มีจุดแข็งในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะปัจจุบันได้เกิดการสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาทั่วโลกซึ่งเกิดมาจากที่ Colletors/Holders ได้ก่อตั้งจนเกิดคอมมูนิตี้หลายที่ในโลก โดยในปัจจุบัน Clone X มีคอมมูนิตี้ตามประเทศ/เมืองต่อไปนี้
และในปัจจุบันนั้นคอมมูนิตี้ของ Clone X นั้นกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นในอนาคตจึงค่อนข้างสามารถที่จะคาดหวังการเพิ่มขึ้นของคอมมูนิตี้ตรงนี้ได้อีก
โดย Insight เพิ่มเติมหลังจากการพูดคุยสอบถามกับ Community Manager ของ Clone X ประเทศจีนนั้นพบว่าคอมมูนิตี้ Clone X นั้นเป็นถึงคอมมูนิตี้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ในจีนโดยมีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 500 คน และรองลงมาด้วย Azuki ที่มีอยู่ประมาณ 200-300 คน
จึงตั้งสมมุติฐานว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้เพราะการที่รูปโปรไฟล์ Clone X มีลักษณะของงานอาร์ทที่เป็นแนวอนิเมะ มังงะ สามมิติ ซึ่งสำหรับผู้ถือ Clone X ในจีนนั้นรู้สึกว่าตัวพวกเขาสามารถ Express ตัวเองผ่าน PFP ของ Clone X ได้มากกว่าจึงเป็นอันดับหนึ่งได้ และต่อยอดสมมุติฐานนี้มากกว่านั้นคือการเอามามองในประเทศอื่น ๆ เช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันนั้นโลกของเราแคบมากขึ้น วัฒธรรมต่าง ๆ สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะฉะนั้นวัฒธรรมอย่างอนิเมะและมังงะของญี่ปุ่นในปัจจุบันจึงฝังรากไว้ในโลกปัจจุบันที่มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างอนิเมะ Attack on Titan, Demon Slayer และอื่น ๆ อีกมาก
ซึ่งสิ่งที่ตอกย้ำได้ดีเกี่ยวกับความชอบได้ตัวงานของ Clone X นั้น ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนที่ Clone X ตอนที่มีราคา Floor price ประมาณ 5 ETH หรือก่อนที่จะมี Bull run เกิดขึ้น จะพบว่าถึงแม้ในตอนนี้ราคา Clone X จะยังไม่ขึ้น แต่เมื่อดูยอดขายหลังบ้านใน Activity จะพบว่าตัวที่มี Trait สวยนั้นมักโดนซื้อไปในราคาที่แพงกว่า Floor Price พอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ราคา Floor Price ไม่ได้ขยับในกรณีของ Clone X นั้นไม่ได้หมายความว่าคนไม่สนใจในตัวโปรเจกต์ เพียงแต่ผู้ซื้อนิยมไปเก็บตัวสวยที่แพงกว่านั้นมากกว่าและปล่อยให้ตัวที่ไม่ได้สวยมากอยู่ที่ Floor นิ่ง ๆ แต่พอ Bull run ตรงนี้เลยทำให้ Floor Price ของ Clone X ขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเหมือนคนซื้อตัวสวย ๆ ที่เป็นไส้ในไปเยอะแล้ว
เพราะฉะนั้นงานอาร์ทของ Clone X จึงเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ให้คอมมูนิตี้มีความเหนียวแน่นกันมากขึ้นจากการที่ตัวมันสามารถทำให้ผู้ที่ถือ NFT รู้สึกว่าได้แสดงออกในตัวตนได้อย่างแท้จริง มากกว่าโปรเจกต์ที่เป็นรูปประเภทอื่น
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมาเหนือความหมายหรือการมี Element of Surprise นั้นเป็นอีกประเด็นนึงที่ทำให้ Clone X ประสบความสำเร็จและยังมีคนติดตาม
โดยตั้งแต่ที่โปรเจกต์ Clone X ได้ปล่อยออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ผู้ที่ถือ Clone X หรือติดตามนั้นไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในอนาคตโปรเจกต์จะปล่อยอะไรออกมา ซึ่งถ้าเราเข้าไปดูเนื้อเรื่องของ Clone X บนเว็บไซต์จะพบว่าเนื้อหาน้อยมาก ๆ จึงทำให้สำหรับหารู้ข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับอนาคตของโปรเจกต์เป็นเรื่องยากมาก ๆ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดีแต่อย่างใด เพราะในการทำแบบนี้จะทำให้ผู้ถือนั้นรู้สึกคาดหวังอะไรบางอย่างกับโปรเจกต์โดยสิ่งนั้นอาจจะเป็นอะไรก็ได้ และการที่ทาง RTFKT ส่งมอบคุณค่าบางอย่างให้เหนือความคาดหมายก็จะทำให้ผู้คนรู้สึกอินมากขึ้นกับตัวโปรเจกต์นั่นเอง
แต่การทำให้เกิด Element of Surprise นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกโปรเจต์จะทำได้ ในบางครั้งการทำให้สิ่งนี้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของทีม และมุมมองที่มีต่อสภาวะตลาดในขณะนั้น โดยสำหรับ RTFKT นั้นถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เพราะทุก ๆ ก้าวตั้งแต่วันแรกที่โปรเจกต์ปล่อย NFT อย่าง Clone X หรือแม้แต่ NFT ก่อนหน้าอย่าง Meta Pigeon ออกมานั้นล้วนมี Element of Surprise อยู่แทบทุกจุด ตั้งแต่การให้สิทธิมิ้นท์ Mint Vial หรือ Clone X ก่อน Reveal กับผู้ที่ถือ Meta Pigeon และหลังจาก Clone X ปล่อยออกมาก็มีการร่วมมือกับ Takashi Murakami ซึ่งเป็นศิลปิน Pop art แนวหน้าของโลกที่มีผลงานร่วมกับศิลปินและแบรนด์ระดับโลกชื่อดังมากมาย และอย่างการที่ RTFKT ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Nike ก็เป็นที่พูดถึงในวงการและสร้างคุณค่ากลับมายังโปรเจกต์อย่างมาก มากไปกว่านั้นคือสำหรับ Utility ของ Clone X ที่ทำให้ผู้ถือสามารถคาดหวังคุณค่าได้ตลอดเวลาอย่างการ Airdrop Space Pod ที่เป็นห้องบน Metaverse ที่เราสามารถเข้าไปตกแต่งโดยใช้ NFT ของตัวเองได้และยังมี MNLTH(Monolith)
โดยเฉพาะ MNLTH นั้นต้องบอกว่าสร้าง Element of Surprise ที่ดีมากเพราะทาง RTFKT ได้มีการแจก Airdrop ให้ผู้ที่ถือ Clone X โดยที่ไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงนี้ ซึ่งถึงแม้ตอนแรก MNLTH จะยังไม่มีอะไรให้คาดหวังนอกจากเป็นกล่องที่มีโลโก้ RTFKT และ Nike เท่านั้น โดยในขณะนั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 5 ETH แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ โปรเจกต์ก็ได้มีการมาเปิดเผยรายละเอียดที่มากขึ้นว่าในกล่อง RTKFT หนึ่งกล่องนั้นจะประกอบไปด้วยสามอย่างคือ 1. รองเท้า Cryptokicks 2. Skin Vial ที่นำไปสวนใส่กับ Cryptokicks แล้วจะได้ออกมาเป็นสกินแบบต่าง ๆ และ 3. คือกล่อง MNLTH 2 ซึ่งก็ทำให้ราคาของกล่อง MNLTH นั้นขึ้นไปสูงถึงกล่องละ 11-12 ETH เลย ณ จุดนึง
และการ Collaborate กับแบรนด์ระดับโลกต่าง ๆ และอย่างไม่นานนี้ก็มีการเปิดตัวโปรเจกต์ Animus ที่เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงหรือคู่หูของ Clone X ที่จะมีการ Airdrop ไข่ในเดือนพฤจิกายน 2022 ซึ่งหลังจากการเปิดตัวนี้ก็ทำให้คน Price-in Clone X และทำให้ราคา Floor Price เพิ่มขึ้นจาก 6-7 ETH เป็น 9 ETH ในหนึ่งวัน
ซึ่ง Element of Surprise ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดคุณค่ากลับมายังคอลเลคชั่น Clone X เพราะเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมานั้นล้วนส่งผลต่อราคาของ Clone X ทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ตามในหลายเดือนที่ผ่านมา ทางทีมก็ได้มีการเริ่มบอกใบ้รายละเอียดที่มากขึ้นเกี่ยวกับ Roadmap บางส่วนให้บ้างว่าอนาคตโปรเจกต์จะมีทิศทางไปทางไหนเป็น Emoji ผ่านทาง Discord ตามภาพด้านล่าง
โดยทางทีมงานก็ไม่ได้มีการเฉลยรายละเอียดว่าแต่ละ Emoji ใน Roadmap นี้ว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร แต่สำหรับทางคอมมูนิตี้เองนั้นก็ถือว่าค่อนข้างเพียงพอในการคาดหวังอนาคตของโปรเจกต์ได้ โดยอย่าง Emoji 🧬📈 นั้น หลาย ๆ คนเก็งว่ามันคือการ Airdrop โทเคนของ Clone X($DRIP) ให้ NFT ใน Ecosystem ของ Clone X
ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็ Timeline ของโปรเจกต์ตาม Emoji Roadmap นี้จะอยู่ที่ 🗿🧩 หรือ MNLTH Puzzle ของ MNLTH 2 ที่กำลังจะมานั่นเอง
นอกจากนั้นการปล่อย Emoji Roadmap ออกมานั้นก็ไม่ได้หมายความว่าทาง RTFKT บอกความลับหมดเปลือกซะทีเดียว เพราะอย่างการ Collaborate กับ Rimowa หรือการเปิดเผยโปรเจกต์ใหม่อย่าง Animus นั้นก็ดูเหมือนว่าไม่ได้อยู่ใน Emoji Roadmap นี้เลย
เพราะฉะนั้นจึงเหมือนว่าทางทีม RTFKT เข้าใจในการบาลานซ์สภาวะและอารมณ์ของตลาดว่าเมื่อไหร่ที่คาดหวัง Element of Surprise หรือเมื่อไหร่ที่ผู้คนต้องการความคาดหวังที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น และทางทีม RTFKT ก็ทำได้ออกมาดี
โดยทั้ง 5 อย่างนี้เป็นเหมือน Key Success Factors ของ Clone X หรือ RTFKT ว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จในปัจจุบัน แต่ยังไงก็ตามอนาคตก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นส่วนต่อไปเราจะมาดูกันว่าในอนาคตของโปรเจกต์นั้นเราสามารถคาดหวังอะไรได้บ้าง และอะไรบางที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ถือ NFT ของ RTFKT Ecosystem โดยเฉพาะอย่าง Clone X
อย่างที่ได้กล่าวถึงในตัวอย่าง Emoji Roadmap ว่า Clone X นั้นน่าจะมี Airdrop ในอนาคต แต่ก็เก็งว่าจะมาในที่นี้ก็ไม่ใช่แค่เก็งแบบไรหลักฐาน เพราะทาง RTFKT ได้จด ENS หรือ Ethereum Name Service ที่มีชื่อว่า dripcoin.eth ไว้ตั้งแต่เดือนพฤจิกายน 2021 เพราะฉะนั้นตรงนี้เลยเป็นโอกาสในการให้ผู้ที่อยากมีส่วนร่วมใน Ecosystem ของ Clone X หรือ RTFKT นั้นสามารถมาเข้าร่วมได้ด้วยเงินที่ไม่ต้องเยอะ เพราะเป็นที่ทราบกันได้ว่า NFT ของ RTFKT นั้นมีราคาแพงมาก การมีโทเคนจึงสามารถให้ผู้คนสามารถมาเข้าร่วมได้ง่ายมากขึ้นมาก ๆ ยกตัวอย่าง Apecoin ของ Yuga Labs ที่โทเคนทำให้ผู้คนสามารถเข้ามาร่วมอยู่ใน Ecosystem ของ Yuga Labs ได้ง่ายและมากขึ้นมาก ๆ เพราะด้วยความที่โทเคนนี้เป็นโทเคนที่ออกจากทาง Yuga Labs โดยตรง สายตาผู้คนต่อโทเคนจึงมองเป็นเหมือนหุ้นของโปรเจกต์ เลยทำให้เวลาผู้คนเชื่อมั่นและต้องการจะซื้อหรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem จึงเลือกที่จะ Take Action ตรงนี้โดยการซื้อโทเคนได้ด้วยเช่นกัน โดยถ้าหากทาง Yuga Labs ไม่ได้ออกโทเคนคนที่มี Skin in the Game ของ Yuga Labs ก็คงจะไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ เพราะ BAYC มี Total Supply 10,000 ส่วน MAYC ก็มี 20,000 หรืออย่าง Otherdeeds ที่มี Total Supply ตอนนี้ทั้งหมด 100,000 ที่ดิน แต่ด้วยความที่ NFT เหล่านี้แพงจำนวนคนที่มี Skin in the Game จึงอาจไม่ได้เยอะมากนัก แต่พอมี Apecoin ออกมา ก็ต้องบอกว่าทำให้จำนวนคนที่มี Skin in the Game เพราะปัจจุบัน(3/11/2022)ด้วยราคา Apecoin ที่ $4.43 มีผู้ถือเหรียญนี้อยู่บนบล็อกเชนสูงถึง 94,780 แอดเดรสเลยทีเดียว และนี่ยังไม่นับ Off-chain อย่างใน Centralized Exchange
เพราะฉะนั้นการจะออกเหรียญของ RTFKT จึงน่าจะทำให้คุณค่าในส่วนของจำนวนคนที่มี Skin in the Game และความแข็งแกร่งของ Ecosystem เพิ่มขึ้นได้พอสมควร โดยคาดว่าน่าจะมาปีหน้าตาม Timeline ของ Emoji Roadmap โดยคาดว่าวิธีปล่อยจะเป็นการ Allocate Airdrop ให้กับผู้ถือ NFT ใน Ecosystem ของ RTFKT โดยตัวหลัก ๆ ที่ค่อนข้างแน่นอนจะเป็นคอลเลคชั่น Clone X และอาจจะรองมาด้วย NFT อื่น ๆ แต่คาดว่าอาจจะต้องมี Clone X เป็นอย่างน้อยเพื่อปลดล็อคโอกาสในการได้รับ Airdrop ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ยังไม่มีการคอนเฟิร์มจากทางโปรเจกต์
สิ่งต่อมาที่สามารถคาดหวังได้จาก RTFKT คือ Space Pod โดยการคาดหวังในที่นี้คือการลดลงของ Supply เพราะทางผู้ก่อตั้ง Benoit ได้ออกมาบอกใน Twitter ว่าจะมีการเปิดในมีระบบเบิร์น(Burning Mechanic) ของ Base Pod ด้วย ซึ่งจึงคาดหวังว่าน่าจะเป็น Space Pod เพราะเนื่องจากมันเป็น Pod แรกที่โปรเจกต์ Airdrop ให้กับผู้ถือ Clone X โดยการเบิร์นในที่นี้คาดว่าจะเป็นการเบิร์นเพื่อไปรับ Pod ที่ดีกว่าเดิม
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีรายละเอียดมากขนาดนั้นแต่ด้วยคำพูดของผู้ก่อตั้งและ Emoji Roadmap(🚀🔥) ก็เลยคาดหวังได้ว่า Mechanism นี้จะมาและทำให้ Supply ทั้งหมดของ Space Pod ลดลงอย่างแน่นอน
มีแนวโน้มว่าในอนาคตผู้ถือ NFT ของ RTFKT จะสามารถนำเอา NFT ของตัวเองไปใช้กับเกมได้ด้วย เพราะเมื่อไปดูสิทธิบัตรของ Nike ที่จดมาตั้งแต่ 2019(System and Method for Providing Cryptographically Secured Digital Assets) และอันล่าสุด 2022(Multi-Layer Digital Asset Architecture for Virtual and Mixed Reality Environments) จะพบว่าทั้งสองนั้นมีการพูดถึงการนำ Digital Asset ไปใช้กับเกมทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NFT ที่เป็นประเภทเครื่องแต่งกายอย่างเช่น NFT เสื้อผ้าและรองเท้า ซึ่งในสิทธิบัตรบอกไว้ว่าการนำมาใช้ในเกมนี้จะเป็นการเพิ่มค่าต่าง ๆ หรือ Stats อย่าง ค่าความเร็ว ความแข็งแกร่ง ให้กับตัวละครในเกมอีกด้วย โดยบาง NFT จะมีการให้เราเก็บเป็นเสมือนค่าประสบการณ์ และอัพเกรดของสวมใส่ที่เป็น NFT ของเราเพื่อเพิ่ม Stats ได้อีกด้วย ตัวอย่างที่มีให้เห็นจะเป็นคอลเลคชั่น Cryptokicks ที่เมื่อนำรองเท้าไปรวมกับ Skin Vial แล้ว จะสามารถ Evolution เป็นขั้นที่สูงกว่าเดิมได้อีก
และมากไปกว่านั้นจะเกิดการ Monetization ของ NFT ประเภทนี้ที่อาจจะมี 3rd Party นำแบรนด์ของตัวเองมาเป็นสปอนเซอร์หรือเป็นโฆษณาโปรโมท และมีโอกาสสร้างรายได้กลับมาให้ผู้ถืออีกด้วย เพราะฉะนั้นคอลเลคชั่นที่น่าจับตาสำหรับผลประโยชน์ในส่วนนี้จะเป็นคอลเลคชั่นประเภทสวมใส่หลัก ที่มีอยู่ในปัจจุบันของ RTFKT อย่าง
และนอกจากของสวมใส่แล้วตัว Clone X เองก็มีประโยชน์ในการเอาไปใช่ในเกมด้วยเช่นกัน โดยอย่างเมื่อวันที่ 1 พฤจิกายน 2022 ทางเกม The Sandbox ได้ออกมาประเทศว่าผู้ถือ Clone X สามารถนำ NFT ของตัวเองเข้าไปใช้เป็น Avatar ใน The Sandbox ได้แล้ว
https://twitter.com/TheSandboxGame/status/1587403749911306240
โดยแค่ทำการเชื่อมกระเป๋าคริปโทกับเกมและเลือก NFT Clone X ที่อยู่ในกระเป๋าก็จะสามารถใช้ได้เลย
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ได้มีแพลตฟอร์มมากมายที่สามารถนำ Clone X ไปใช้ตรง ๆ ได้ เพราะด้วยความที่ในปัจจุบันยังไม่มีแพลตฟอร์มเกมที่สามารถเชื่อมต่อบล็อกเชนได้มากขนาดนั้น แต่ถ้าอนาคตแพลตฟอร์มเกมประเภทนี้เปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะของเทรนด์ Metaverse ที่หลายบริษัทกำลังสร้างอยู่ เราเลยน่าจะเห็นการนำ Clone X ไปใช้แทนตัวตนของเราได้โลกดิจิทัลได้อีกแน่นอน
Clone X เป็นโปรเจกต์ที่น่าจับตาและเป็นหนึ่งคอลเลคชั่นที่ยืนอยู่ในสภาวะตลาดหมีได้เพราะองค์ประกอบหลักของทีมที่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญในการทำ Skin, Digital Fashion และการตลาดอันมาจากความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้า มากไปกว่านั้นคือโปรเจกต์ยังมี Backer ที่ดี ซึ่งในที่นี้คือ Nike ที่เป็นแบรนด์แฟชั่นอันดับต้น ๆ ของโลกจึงทำให้เรื่องเงินทุนหรือสายป่านของ RTFKT นั้นไปได้ไกลมาก ๆ และนอกจากนั้นคือ Nike ยังเป็นแบรนด์ที่มีคอนเนคชั่นเยอะและถูกชื่นชอบโดยกลุ่ม Gen Z เป็นอันดับหนึ่ง แต่ RTFKT ก็ไม่ได้มีแค่ออกของตัวเองและก็จบไป เพราะโปรเจกต์ศักยภาพไปจับมือกับศิลปินและแบรนด์ระดับโลกให้ Ecosystem ของ RTFKT ไปไกลได้มากกว่าเดิม และด้วยความที่งานอาร์ทของ Clone X ที่เป็นแนวอนิเมะ, มังงะนั้นได้มอบความรู้สึกการแสดงตัวตนของผู้ถือที่มาก จึงเกิดเป็นคอมมูนิตี้ทั่วโลกที่คอยซัพพอร์ตโปรเจกต์ และสุดท้ายคือ Element of Surprise ที่ทางโปรเจกต์สามารถ Execution ได้ออกมาดี อย่างการ Airdrop NFT หรือจับมือกับแบรนด์หรือดำเนินหน้าทิศทางของโปรเจกต์ในก้าวต่าง ๆ อย่างการเปิดตัวโปรเจกต์ Animus ก็ได้ทำให้คุณค่าเกิดมากขึ้นกับคอลเลคชั่นและได้ผลเสียงตอบรับที่ดีในคอมมูนิตี้
นอกจากนั้นในอนาคตโปรเจกต์ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ผู้ถือสามารถคาดหวังได้อย่างการออก Emoji Roadmap และใบ้ต่าง ๆ อย่างโทเคน, Mechanism ที่จะลด Supply ของ NFT ในตลาด และการนำ NFT ไปปรับใช้กับเกม โดยทั้งหมดทั้งมวลทั้ง Key Success Factors และความคาดหวังในอนาคตนี้ คาดว่าจะเป็นประโยชน์และคุณค่าที่น่าจะเกิดขึ้นให้กับผู้ถือใน Ecosystem ของ RTFKT และทำให้โปรเจกต์มีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคตได้