
ทุกอย่างเริ่มในวันที่ 4 ธันวาคม 2025 เมื่อ Aave Labs ประกาศเปลี่ยนระบบ Swap ในอินเทอร์เฟซ aave.com จาก ParaSwap มาเป็น CoW Swap โดยอ้างเหตุผลเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้และการป้องกัน MEV
ในระบบเดิม (Paraswap) ค่าธรรมเนียมจากการส่งต่อคำสั่งซื้อขาย (Referral Fees) จะถูกส่งตรงเข้าไปที่ Aave DAO Treasury โดยสร้างรายได้ประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์ต่อปี
แต่ในระบบใหม่ (CoW Swap) จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ใช้ประมาณ 15-25 bps แต่เงินนี้ไม่ได้ถูกส่งไปให้ DAO แต่มันไหลไปยังกระเป๋าที่ควบคุมโดย Aave Labs
การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกตั้งข้อสงสัยโดย EzR3aL ตัวแทนจาก Orbit Delegat ว่า รายได้ตรงส่วนนี้มีมูลค่าสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ต่อปีที่จะหายไปจาก Aave Dao Treasury

ทำให้ Marc Zeller จาก Aave Chain Initiative (ACI) แพลตฟอร์ม Delegate ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ Aave DAO และมีส่วนสำคัญกับการขับเคลื่อนระบบ Governance มาตลาด 3 ปี ได้ออกมาบอกว่า “การใช้ประโยชน์ประโยชน์จากสิ่งที่ Aave DAO จ่ายเงินซื้อมานั้น ถือเป็นการทำร้ายผู้ถือโทเค็น $AAVE อย่างชัดเจน”
ต่อมาในวันที่ 16 ธันวาคม 2025 Ernesto Boado ผู้ก่อตั้ง BGD Labs ได้ยื่น Proposal ที่มีชื่อว่า $AAVE token alignment. Phase 1 - Ownership โดยเรียกร้องให้โอนสินธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดจาก Aave Labs ไปยังหน่วยงานที่ควบคุมโดย Aave DAO ไม่ว่าจะเป็น
โดยเหตุผลของข้อเสนอนี้คือ ผู้ถือโทเค็น $AAVE จ่ายเงินสร้างแบรนด์นี้มาตั้งแต่ตอน ICO เมื่อปี 2017 แล้วทำไม Aave Labs ที่เป็นบริษัทเอกชนยังถือครองสิทธิ์เหล่านี้อยู่

แต่สิ่งที่ Aave Labs ทำต่อคือ แทนที่จะให้มีการรอตามมาตรฐานประมาณ 2-4 สัปดาห์ Labs กลับเร่งให้นำ Proposal เข้า Snapshot ผู้ถือโทเค็น $AAVE เพื่อจำกัดจำนวนผู้ที่มีสิทธิโหวตในวันที่ 21 ธนวาคม และกำหนดช่วงเวลาลงคะแนนโหวตในวันที่ 22-25 ธันวาคม หรือก็คือช่วงวันคริสต์มาสพอดี
กลยุทธ์นี้ถูกมองว่าเป็นการจงใจลดจำนวนผู้ที่มีสิทธิโฆวต และผลที่ออกมาก็คือ 55% โหวตไม่เห็นด้วย และ 41% เลือก Abstain เพื่อประท้วงกระบวนการลงคะแนน ทำให้ข้อเสนอนี้จาก Ernesto Boado ถูกปัดตกไป และมันได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Aave Labs กับผู้พัฒนาอิสระขาดสะบั้นลง
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 Aave Labs เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ใหม่ชื่อ Aave Will Win
โดย Labs ตกลงที่จะส่งมอบรายได้ 100% จากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Aave ทั้งหมดให้กับ Aave DAO เพื่อแลกกับงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโปรโตคอลจำนวน 51 ล้านดอลลาร์

โดยเงินก้อนนี้ถูกแบ่งเป็น
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญก็คือ ให้ DAO รับรองให้ Aave V4 เป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคต พร้อมทั้งให้ลดลำดับความสำคัญ และจำกัดการพัฒนา Aave V3 เพื่อเตรียมการเปลี่ยนผ่านไปยัง V4 ภายใน 8-12 เดือนหลังการเปิดตัว
เงื่อนไขสุดท้ายนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับ BGD Labs ที่มองว่า V3 ยังคงเป็นเรือธงที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับแพลตฟอร์ม และไม่ควรถูกบังคับให้เลิกใช้งานเร็วเกินไป
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 BGD Labs ประกาศไม่ต่อสัญญากับ Aave Labs โดยให้เหตุผลว่า

แต่แม้จะประกาศไม่ต่อสัญญา BGD Labs ก็ได้เสนอแผนการโอนย้ายงานอย่างเป็นระบบ โดยจะจัดทำเอกสารทางเทคนิคเพื่อให้ทีมอื่นสามารถเข้ามาดูแล V3 ต่อได้ และเสนอสัญญาการดูแลความปลอดภัยมูลค่า 200,000 ดอลลาร์เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อรับรองความปลอดภัยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน
และเพียงไม่กี่วันหลังจากการประกาศของ BGD Labs ในวันที่ 3 มีนาคม 2026 Marc Zeller ก็ได้ประกาศว่า ACI จะถอนตัวจากการเป็นผู้ให้บริการด้าน Governance ในอีก 4 เดือนข้างหน้า

การถอนตัวของ ACI ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ Aave เนื่องจากกิจกรรมในฝั่ง Governance กว่า 61% ถูกขับเคลื่อนโดย ACI นอกจากนี้ ACI ยังมีส่วนช่วยในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดของ Aave จากไม่ถึง 50% ขึ้นมาเป็น 65% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย
Marc Zeller ให้เหตุผลว่า ระบบของ Aave ได้มาถึงจุดที่ล้มเหลวในการตรวจสอบและการรับผิดชอบ และไม่มีประโยชน์ที่ผู้ให้บริการอิสระจะทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผู้รับงบประมาณรายใหญ่ที่สุดถือครองอำนาจโหวตที่ไม่ได้มีการเปิดเผย และใช้คะแนนเสียงนั้นในการอนุมัติงบประมาณของตัวเอง
ถ้าเรายอนกลับไปดู ความขัดแย้งระหว่าง Aave Labs และ BGD Labs ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นในปีนี้ แต่มันเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 โดยในตอนนั้น BGD ได้เสนอการอัปเกรด V3.4 ซึ่งจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเดิม แต่กลับถูกคัดค้านโดย Stani Kulechov และ Emilio Frangella จาก Aave Labs
Stani ได้วิพากษ์วิจารณ์ BGD Labs ว่า การอัปเกรดโปรโตคอลบ่อยๆ คือการเล่นกับไฟ และมองว่า V3 กำลังจะหมดอายุเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ V1 และ V2
ส่วนทาง BGD Labs ก็ออกมาโต้แย้งว่า รายได้ 98.2% ของ V3 ในปี 2025 มาจากฟีเจอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากเปิดตัวเวอร์ชั่นแรก ซึ่งเป็นผลงานจากทีมผู้ให้บริการอิสะ การที่ Labs พยายามบีบให้ V3 เข้าสู่ Maintenance Mode คือกลยุทธ์เพื่อบีบให้งบประมาณไหลไปสู่การพัฒนา V4 ของ Labs เพียงเจ้าเดียว

ถึงแม้ว่า Aave Labs จะเป็นผู้ริเริ่ม V1 และ V2 แต่ความยั่งยืนของแพลตฟอร์มในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นผลงานของ V3 ที่มาจากผู้ให้บริการอิสระอย่าง BGD Labs
ถึงแม้จะมีเรื่องราวความขัดแย้งมากมายเกิดขึ้นภายใน แต่ผลประกอบการทางการเงินของ Aave ยังคงแข็งแกร่ง และยังคงรักษาตำแหน่งผู้แหน่งในตลาด DeFi Borrow&Lending ด้วยรายได้ที่โตอย่างต่อเนื่อง
TVL ของ Aave ในปัจจุบันอยู่ที่ 26,995 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับช่วงที่เริ่มเกิดดราม่าภายในโปรโตคอล ถึงแม้จะลดลงกว่า 40% จาก ATH เมื่อเดือนตุลาคม 2025 แต่ก็เป็นเพราะสภาวะตลาดคริปโตโดยรวม

เฉพาะปี 2026 AAVE มีรายได้ประมาณ 22.14 ล้านดอลลาร์ โดยกว่า 90% หรือประมาณ 19.99 ล้านดอลลาร์มาจาก V3

ทำให้จนถึงตอนนี้ V3 ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของ Aave อยู่ แม้ BGD Labs จะประกาศแยกทางไป เนื่องจาก V4 ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเท่านั้น
นอกจากนี้ การยุติการสอบสวนของ SEC ในเดือนธันวาคม 2025 ได้ทำให้ Aave เริ่มถูกยอมรับจากสถาบันการเงิน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Grayscale ได้ยื่นขอจดทะเบียน Aave Spot ETF ตรงนี้นักวิเคราะห์มองว่าความพยายามของ Aave Labs ในการจัดเรียบองค์กรให้เป็นระบบเหมือนบริษัทเทคโนโลยีนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสถาบันการเงินที่ต้องการความชัดเจนด้านนิติบุคคล มากกว่าความ Decentralized แบบสุดโต่ง
Aave กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Multi-Provider Ecosystem สู่ Entity-Led Ecosystem ที่มี Aave Labs เป็นแกนนำเพียงรายเดียว
ถ้า Labs สามารถทำได้ตามที่สัญญา ไม่ว่าจะเป็น V4 เปิดตัวสำเร็จ, รายได้จาก Front-end ไหลกลับเข้า DAO Treasury, Aave App และ Aave Pro ดึงผู้ใช้ใหม่ได้ โทเค็น $AAVE จะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดตัวหนึ่งในอุตสาหกรรม
แต่ถ้า V4 สะดุด หรือการขาดหายไปของ BGD Labs กระทบความปลอดภัยของ V3 ที่ยังเป็นแหล่งรายได้หลักอยู่ Aave ก็อาจจะเจอกับวิกฤตที่หนักกว่านี้มาก
