.png)

เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ทางทีม Aster ได้เปิดตัว Aster Chain อย่างเป็นทางการ โดย Aster Chain คือบล็อคเชน Layer 1 ที่เน้นด้าน Privacy และประสิทธิภาพที่ออกแบบมาเพื่อ Derivatives Trading ซึ่งได้ต่อยอดมาจาก Aster DEX ที่ให้ผู้ใช้เทรด Perp ได้เร็วในระดับเทียบเท่ากับ CEX
Aster Chain มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง และทำไมถึงต้องมาเปิดเป็นบล็อคเชนของตัวเองแยกออกมา วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง
อย่างที่เกริ่นไปในช่วงต้น ก่อนที่จะมาเป็น Aster Chain นั้น Aster เป็นแพลตฟอร์ม Derivatives Trading มาก่อน โดยเกิดจากการร่วมมือระหว่าง Astherus (โปรโตคอล Yield) กับ APX Finance (Perpetual DEX) และสนับสนุนโดย YZi Labs ในปลายปี 2024 ก่อนจะขยายตัวเป็น Multi-chain DEX บน BNB Chain, Ethereum, Solana และ Arbitrum โดยจุดเด่นของแพลตฟอร์ม Aster มีดังนี้
อย่างไรก็ตาม การทำงานบน Chain ของคนอื่นก็ต้องยอมรับปัญหาหลักของ DeFi อย่างเช่นความโปร่งใสที่ทำให้ผู้เล่นรายอื่นมองเห็น Order, ขนาด Position และระดับ Liquidation ของทุกคนได้
ยกตัวอย่างหนึ่งในเหตุการณ์ Liquidation Hunt ในมีนาคม 2025 คือนักเทรดรายหนึ่งเปิด BTC Short 375 ล้านดอลลาร์บน Hyperliquid โดยเปิด Leverage 40x และถูกนักเทรดอื่นร่วมมือกันเพื่อทำให้ Position นี้ Liquidate จนสูญเสียเงินทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ Aster ต้องการแก้ไขด้วยการสร้าง Chain ของตัวเองที่เน้น Privacy เป็น Default

จุดเด่นหลักของ Aster Chain คือการเน้นด้าน Privacy ที่จะไม่มีใครสามารถมองเห็นยอดเงินหรือ Position ของเรา โดยการใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge (ZK) proofs และ Stealth Address ในการสร้าง Address ชั่วคราวต่อการเทรดทุกครั้ง
โดย Aster Chain จะมี Block Explorer ส่วนตัวที่รองรับการตรวจสอบข้อมูลพวก Asset, Positions, Transactions ของเราเองได้ผ่าน Viewer Pass (หรือจะให้ Viewer Pass กับบางคนให้ได้รับสิทธิ์ดูข้อมูล Order ของเราได้) หรือจะเลือกปิด Privacy Mode ก็ได้ ถ้าเราต้องการ
Aster Chain ถูก Optimized มาเพื่อการเทรดแบบ Ultra-low latency ส่วน Consensus ใช้ระบบ PoSA (Proof of Staked Authority) ที่ผสมผสานระหว่าง PoS และ PoA ทำให้บล็อคเชนมีประสิทธิภาพดังนี้
Aster Chain ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับบล็อกเชนหลักชั้นนำได้ โดยบล็อคเชนที่ยที่รองรับในปัจจุบัน ประกอบด้วย
เป้าหมายระยะยาวของโปรเจกต์คือการสนับสนุน Cross-chain Perpetual Trading และการรวมสภาพคล่อง (Unify Liquidity) จากทุกบล็อคเชนไว้ด้วยกัน

Total Supply ทั้งหมด 8,000,000,000 ASTER โดยสัดส่วนกว่าครึ่งสำรองไว้ให้ Community ผ่านโปรแกรม Airdrop

นอกจากนี้ เหรียญ ASTER ยังมีกลไก Deflationary โดยใช้รายได้จากค่าธรรมเนียมการเทรดในการ Buyback และ Burn Token โดยอัตโนมัติ อย่างใน Season 3 ที่ผ่านมา (ช่วงวันที่ 28 ต.ค. – 20 พ.ย. 2025) มีการ Buyback ดังนี้:
กลไกนี้ช่วยลดอุปทานหมุนเวียนและเปลี่ยนวอลลุ่มการเทรดบน Aster Chain ให้กลายเป็นมูลค่าที่สะท้อนกลับมายังผู้ถือเหรียญโดยตรง
หลังจากเปิดตัว Mainnet ทาง Aster ได้เปิดตัว Staking เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2026 ด้วยระบบ Delegate โดยการฝากเหรียญให้ Validator ที่เลือก แล้วรับรางวัลตามผลงานของ Validator นั้นๆ โดยรางวัลจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ Base Rewards และ Loyalty Rewards
โดยเราสามารถเลือกระยะเวลาการล็อก (Lock Period) โดยระยะเวลาการล็อกจะเป็นตัวกำหนด Loyalty Rewards โดยการเลือกปลดล็อกในระยะเวลาที่นานกว่า จะได้รับน้ำหนักคะแนนและสัดส่วนรางวัลที่มากขึ้น ในปัจจุบัน ระยะเวลาการล็อกเหรียญสูงสุดอยู่ที่ 208 สัปดาห์ (หรือประมาณ 4 ปี)
แผนระยะยาวเพื่อเชื่อมโยงโลก TradFi เข้ากับโลก DeFi เช่น
ถ้าจะพูดถึง Aster Chain โดยไม่เปรียบกับ Hyperliquid ก็คงไม่ครบ เพราะทั้งสองเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาด Perpetual DEX และเป็นโปรเจกต์ที่ตลาดมักนำมาจับคู่กันเสมอ โดยทาง Hyperliquid เองก็มีบล็อคเชนเป็นของตัวเองเช่นกันทั้ง L1 (HyperCore) และ HyperEVM (เลเยอร์เสริมที่รันบน Consensus เดียวกันกับ HyperCore เพื่อให้นักพัฒนาสร้างแอป DeFi อื่นๆ มาเชื่อมต่อกับสภาพคล่องของ Hyperliquid ได้โดยตรง)


ข้อมูลจาก Perpetualpulse (มีนาคม 2026) พบว่า Hyperliquid ยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วย Open Interest สูงถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Aster ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ด้วย Open Interest กว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ (Market Share 14.3%) โดย Aster ยังตามหลัง Hyperliquid ประมาณ 3.7 เท่าตัว
ส่วน Trading Volume ทาง Hyperliquid ยังคงนำโด่ง โดยทำสถิติสูงถึง 4,900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (Market Share 32.3%) ส่วน Aster มาเป็นเบอร์ 2 ของตลาดด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูงถึง 2,300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (Market Share 15.3%)
ในแง่ของเทคโนโลยี Hyperliquid ใช้ HyperCore L1 ที่ Optimize มาเพื่อ Latency ต่ำและ Deep Order Book ที่คล้ายกันกับ Aster แต่ความแตกต่างคือทาง Aster เพิ่มเน้นการรวม Liquidity จากหลาย Chain และ Shield Mode สำหรับการเทรดแบบ Privacy มาด้วย
เรื่องฟีเจอร์การเทรด ทาง Aster มีลูกเล่นหลายอย่างที่เสี่ยงสูงมากกว่า เช่น Leverage Aster เปิด Leverage สูงสุดถึง 1001x ซึ่งดึงดูดนักเทรดรายย่อย แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง Liquidation ที่สูงมาก ในขณะที่ Hyperliquid จำกัด Leverage ไว้ที่ 40x ซึ่งเทียบได้กับ CEX ทั่วไปและเหมาะกับนักเทรดที่เน้นความสม่ำเสมอ
สรุปง่ายๆ คือ Aster โดดเด่นเรื่องความหลากหลายของฟีเจอร์และ Incentive สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ส่วน Hyperliquid โดดเด่นในด้าน Order Book Depth และความน่าเชื่อถือ และความสม่ำเสมอสำหรับนักเทรดมืออาชีพ ทั้งสองโปรเจกต์อาจอยู่ร่วมกันได้ในตลาดโดยรับ User ต่างกลุ่ม มากกว่าจะเป็นการแข่งขันแบบผู้ชนะกินรวบ
Aster Chain มาพร้อมกับ Narrative ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่ Perpetual Sector กำลังมาแรง โดยจุดที่น่าสนใจ คือ Aster ไม่ได้พยายามสร้าง L1 เพื่อแข่งกับ Ethereum หรือ Solana แต่เลือก Niche ที่ชัดเจนอย่าง Derivatives Trading และ Privacy ซึ่งเป็น Segment ที่ยังไม่มีใครครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ประกอบกับการมี YZi Labs (อดีต Binance Labs) หนุนหลัง ก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น ความสำเร็จของ Aster Chain ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับว่าจะดึงดูด Developer มาสร้าง dApp บน Ecosystem ได้มากน้อยแค่ไหน และยิ่งมีคู่แข่งอีกหลายเจ้าที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
โดยสรุป Aster Chain เป็นโปรเจกต์ที่มีทิศทางชัด มีฐานผู้ใช้จริง และแก้ปัญหาจริง แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพิสูจน์ตัวเองในฐานะ L1 การติดตาม Developer และ user Adoption จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า Aster Chain จะสามารถก้าวขึ้นมาท้าทายผู้นำในตอนนี้อย่าง Hyperliquid ได้จริงหรือไม่
