
สัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin สามารถพุ่งทะลุทั้ง True Market Mean ที่ 78,200 ดอลลาร์ และ Short-Term Holder Cost Basis ที่ 79,100 ดอลลาร์ ได้ภายในแท่งเดียว ซึ่งเป็นการเคลียร์ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วง 155 วันที่ผ่านมาทั้งหมด
หากราคาสามารถยืนเหนือระดับเหล่านี้ได้ต่อเนื่อง จะถือว่าช่วงเวลา Deep Value ครั้งนี้สั้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยมีด่านสำคัญถัดไปคือ Active Realized Price บริเวณ 85,200 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาทุนของนักลงทุนที่ยังมีการ Active อยู่
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: การยืนเหนือ $79,100 ได้อย่างมั่นคงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง หากทำได้ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่โซนแนวต้าน $85,200

ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 วันของ Net Realized Profit and Loss พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 0.003% นั้นหมายความว่า ในภาพรวม นักลงทุนที่เทขายในช่วงนี้ กำลังขายเพื่อทำกำไร ซึ่งการที่อินดิเคเตอร์นี้กลับมาเป็นบวกหลังจากอยู๋ในช่วงที่ติดลบมานานถือเป็นสัญญาณของการฟื้นตัวที่ดี
หากย้อนกลับไปในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ค่าเฉลี่ยของ Net Realized Profit and Loss เคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ -0.027% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับตลาดหมีรอบก่อนๆ มาก แสดงว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ได้หายไป
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: การที่ Net Realized Profit สามารถประคองตัวในแดนบวกได้ต่อเนื่อง จะเป็นการยืนยันของการฟื้นตัวที่ยั่งยืน และลดแรงกดดันจากการเทขายแบบ Panic Sell ได้

พอ Net Realized Profit กลับมาเป็นบวก คำถามถัดไปคือ ตลาดจะสามารถรับแรงขายจากนักลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ?
ตอนนี้ค่าเฉลี่ย 14 วันของ Realized Profit จากนักลงทุนระยะยาวได้เพิ่มเป็น 180 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2022 บ่งชี้ว่านักลงทุนที่ถือเหรียญข้ามผ่านช่วงตลาดหมีมาเริ่มมีแรงจูงใจที่จะขายทำกำไรบางส่วน
แต่ที่เบาใจได้คือ ตัวเลขนี้ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดที่เคยขึ้นไปสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน สะท้อนว่านักลงทุนระยะยาวยังขายแบบค่อยเป็นค่อยไป
บททดสอบสำคัญคือ ตลาดจะสามารถรับแรงขายที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ โดยที่พยายามรักษาระดับราคาให้ไม่ลงไปต่ำกว่า True Market Mean
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: หากตัวเลขการขายทำกำไรนักลงทุนระยะยาวพุ่งสูงเข้าใกล้ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดเริ่มเข้าสู่สภาวะ Overheated และอาจเกิดการกลับตัวของโครงสร้าง

ถึงแม้ว่านักลงทุนระยะยาวจะเริ่มเทขายทำกำไร แตแรงต้านที่คอยกดดันราคาเอาไว้คือปริมาณของ Realized Loss ที่ปัจจุบัน ค่าเฉลี่ย 14 วันยังคงสูงถึง 479 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 140% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกลุ่มที่เข้าซื้อในช่วง ATH กำลังขายออกมาเพื่อตัดขาดทุนในจังหวะที่ราคาดีดตัวกลับขึ้นมา
การที่ตัวเลข Realized Loss ยังไม่ยอมลดลง กำลังบอกเราว่า ตลาดยังคงมีความเปราะบางอยู่ จนกว่าตัวเลขนี้จะลดลงไปต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์ เราถึงจะยืนยันได้อย่างเต็มปากว่า แรงขายเริ่มค่อยๆ หมดลงแล้วจริงๆ
จนกว่าจะถึงจุดนั้น แรงขายจะกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการจะหนีตาย จะเป็นตัวฉุดรั้งการพุ่งขึ้นของราคาเป็นระยะ
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: ต้องเห็น Realized Loss ลดลงต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพื่อยืนยันว่าแรงขายฝั่ง Panic Sell หมดไปแล้ว และตลาดพร้อมจะเข้าสู่แบบเต็มตัว

หลัง Bitcoin ฟื้นตัวจาก 66,000 ดอลลาร์ และสามารถพุ่งขึ้นมายืนเหนือ 76,000 ดอลลาร์ได้ กลยุทธ์ Mederate Strategy ของทาง Glassnode ก็ได้เริ่มกลับมา Re-allocation อีกครั้งเพื่อเกาะโครงสร้างขาขึ้น
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: การ Re-allocation ครั้งนี้ของ Glassnode แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างขาขึ้นในปััจุบัน แต่ในอนาคต หากมีการลดขนาด Allocation ลงอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความอ่อนแอของโครงสร้างราคา

Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เริ่มเห็นการฟื้นตัวของ Demand อย่างชัดเจน โดย Net Flows กลับมาเป็นบวกหลังจากที่ไหลออกอย่างต่อเนื่องมานาน
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป Demand จาก ETF จะทำหน้าที่เป็น Structural Tailwind ที่ช่วยเสริมควมแข็งแกร่งให้กับตลาด
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: การไหลเข้าที่ต่อเนื่องของเงินทุนมายัง ETF คือเชื้อเพลิงสำคัญในการจะทำลายแนวต้านที่ 85,000 ดอลลาร์ ซึ่งหาก Net Flows เริ่มชะลอตัวลง อาจทำให้ขาขึ้นรอบนี้หมดแรงที่บริเวณแนวต้าน

Fundind Rate ในตลาด Perpetual ยังคงติดลบ แม้ว่าราคาจะขึ้นมาทดสอบโซน 80,000 ดอลลาร์แล้วก็ตาม บ่งบอกว่านักเทรดจำนวนมากยังคงพยายามแทงสวนหรือป้องกันความเสี่ยงด้วยการ Short
ในช่วงที่ราคาขึ้นแต่ Funding Rate ติดลบ มักจะนำไปสู่การเกิด Short Squeeze ถ้าหากโครงสร้างของ Bitcoin ยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ได้
Short Position เหล่านี้มักจะถูกบีบให้ซื้อคืนและกลายมาเป็นเชื้อเพลิงที่ส่งราคาให้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
🟡 สัญญาณที่ต้องจับตามอง: ตราบใดที่ Funding ยังติดลบในขณะที่ราคาทรงตัวหรือขึ้นต่อ โอกาสเกิด Short Squeeze แรงๆ จะมีสูงมาก ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยให้ราคาพุ่งผ่านแนวต้านสำคัญได้

🟡 ภาพรวมระยะสั้น-กลาง: ตลาดฟื้นตัวได้ดี และทำลายแนวต้านสำคัญมาได้ แต่กำลังเข้าสู่เขตอันตรายที่โซนบริเวณ 85,000 ดอลลาร์
🟢 สิ่งที่ยังดีอยู่: สถาบันเริ่มกลับมาซื้อผ่าน ETF และนักเทรดจำนวนมากยังพยายาม Short สวนตลาด ทำให้โอกาสเกิด Short Squeeze มีสูง
🔴 ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด: แรงขายจาก Realized Loss ที่ยังสูงกว่าปกติถึง 140% และนักลงทุนระยะยาวเริ่มขยับตัวด้วยการเทขายทำกำไร
📌 แนวรับ-แนวต้านที่สำคัญ:
ทั้งนี้ การลงทุนหรือการเข้าซื้อนั้นควรจะใช้ปัจจัยรวมถึงแนวทางอื่นๆ ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย เพื่อการประเมินตลาดได้อย่างครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น ข้อมูล On-Chain เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ตลาดเท่านั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก Glassnode
