Infrastructure
September 28, 2023
Crypto Fear and Greed Index คืออะไร ? ทำไมหลายคนต้องกรี๊ด

ช่วงตลาดคริปโต Sideway แบบนี้คงทำให้นักลงทุนหลายคนเมาหมัดจากราคาที่ผันผวนและเดาทางไม่ได้ คาดว่าเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของตลาดว่าจะไปทางไหน ซึ่ง”ความไม่แน่นอน”นี้เอง จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกเกลียดมากที่สุด และสุดท้ายไม่ว่าตลาดจะขยับไปทางไหน นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะก้าวช้ากว่าตลาดอยู่หนึ่งก้าวเสมอ

ดั่งทฤษฎีผลประโยชน์โดยคุณ พิชัย จาวลา ที่มักจะกล่าวว่า 

“มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะชนะและนำตลาดอยู่เสมอ” 

หรือคำพูดของนักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffet ที่มีประโยคเด็ดว่า 

“จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และ จงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว” 

โดยคำพูดทั้งสองล้วนตีความได้ว่า จงอยู่ตรงข้ามคนส่วนใหญ่ และทำตามคนส่วนน้อย แต่จากประโยคดังกล่าวอาจทำให้หลายคนตกผลึกแบบผิดๆได้ว่า 

  • ถ้างั้นเราก็ต้องเล่นสวนเทรนด์สิ ? 
  • หรือตลาดร่วงหนักเราควร All in เลยไหม ? 

ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนก็มองว่าไม่ถูกเสมอไปซะทีเดียว เพราะการทำจริงนั้นยากพอสมควร จึงทำให้เกิดเครื่องมือที่ใช้ดู Sentiment ของคนในตลาดว่ารู้สึกยังไง ณ ช่วงเวลานั้นๆ นั่นก็คือ Fear and Greed Index ที่ใช้กันอยู่บนโลก Traditional Finance อยู่แล้ว

จากนั้นจึงตามมาด้วยตลาดทุนโลกใหม่อย่าง Cryptocurrency และ DeFi จึงเกิดเป็น Crypto Fear and Greed Index ตามมา และผมเชื่อว่าทุกคนในตลาดคุ้นเคยกับเครื่องมือนี้อยู่แล้ว แต่อาจกังขากันบ้างว่ามันจะใช้ได้จริงไหม มันคำนวณมามั่วๆรึปล่าว ผมจึงไม่รีรอที่จะมาเจาะลึกกันเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ เพื่อช่วยยืนยันว่ามันสามารถเป็นประโยชน์ต่อทุกคนได้ขนาดไหน

Crypto Fear and Greed Index คืออะไร

ขอบคุณภาพจาก alternative.me/crypto/fear-and-greed-index/

ก่อนอื่นบทความนี้จะอิงจาก Crypto Fear and Greed Index เป็นหลัก ซึ่งเป็นเครื่องมือในการดูว่า ณ ช่วงเวลานั้นคนในตลาดรู้สึก Fear (กลัว) หรือ Greed ที่ไม่ใช่กรี๊ด แต่แปลว่า (โลภ) นั่นเอง และแน่นอนว่าเครื่องมือนี้จะช่วยให้เราย้อนกลับมามองตัวเองว่าเราหลงตามไปกับกระแสคนส่วนใหญ่(Hype)รึปล่าว

บางทีการตามคนส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดนัก แต่ควรรู้ตัวเองเสมอว่าเรานั้นหลงไปกับกระแส(Hype) หรือตามกระแสอย่างมีสติ เพราะอุปสรรคใหญ่ในการลงทุนไม่ใช่กราฟ ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นตัวเราเองที่หากสติหลุดเมื่อไหร่ ก็เท่ากับหายนะต่อตัวเอง

การคำนวณค่า Crypto Fear and Greed Index

โดยการทำงานเบื้องหลังนั้นจะคอย Monitor ข้อมูลอยู่ 5 ส่วนหลักๆในการทำ Index ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะอิงกับ Bitcoin เท่านั้น 

*หากใครอยากใช้เพื่อดู Sentiment ของ Ethereum และ Altcoin สามารถติดตาม Twitter (X) นี้เลย

องค์ประกอบของข้อมูลประกอบด้วย

1.Volatility (25%) วัดจากความผันผวนของราคา Bitcoin โดยอิงจากค่าเฉลี่ย 30 และ 90 วัน ซึ่งหากมีความผันผวนเพิ่มขึ้นจะอนุมานว่าคนเกิดความกลัว (Fear)

2.Market Momentum/Volume (25%) อิงจากการวิเคราะห์ Volume และ Momentum ด้วยค่าเฉลี่ย 30 และ 90 วัน หากมี Volumes ซื้อที่สูง จะอนุมานว่าคนกำลังเกิดความโลภ (Greed)

3.Social Media (15%) ใช้การดูบน Twitter เป็นหลักโดนมีเกณฑ์คือหากมีการ Mentions และ Hashtags ถึงเหรียญต่างๆเยอะ และโพสต์นั้นๆมี Engagement ที่สูง จะถือว่าผู้คนกำลังโลภ (Greed)

4.Surveys (15%) *currently paused เป็นการทำแบบสำรวจผ่าน Partner ด้วย Strawpoll.com เก็บข้อมูลรายสัปดาห์ ซึ่งข้อมูลนี้จะได้ Insights ที่เร็วและสะดวก แต่ปัจจุบันหยุดใช้ข้อมูลนี้ไปชั่วคราว

5.Dominance (10%) วิเคราะห์จาก Dominance ในแต่ละเหรียญ หาก Bitcoin มี Dominance ทีเพิ่มขึ้นสื่อได้ว่าคนหันมาเลือกตัวที่ปลอดภัยเป็น Safe Haven จะอนุมานว่าตลาดเกิดความกลัว (Fear) หาก Dominance ลดลงจะถือว่าคนกล้าเสี่ยงไปซื้อ alt-coins มากขึ้น เท่ากับคนกำลังเกิดความโลภ (Greed)

6.Trends (10%) ใช้ Google Trends ในการดูจำนวนการ Search เกี่ยวกับ Bitcoin และหากมีค้นหาเกี่ยวกับ “การปั่นราคา Bitcoin” ถือว่าคนในตลาดกำลังเกิดความกลัว (Fear)

ระดับความโลภ และ ความกลัว (Level Score)

ปกติแล้วตัว Fear and Greed Index นั้นจะเป็นค่าตัวเลข 0 - 100 โดยไล่ตั้งแต่ 0 คือ กลัวมาก (Extreme Fear) และ 100 คือ โลภมาก (Extreme Greed) ซึ่งตัวเครื่องมือนี้จะมีการแบ่งอยู่ 5 ระดับหลักๆดังนี้ในการวิเคราะห์อารมณ์ของคนในตลาด

1.Extreme Fear : กลัวมาก (0 - 24) โดยในระดับนี้ความหมายจะตรงตัวเลยคือ คนส่วนใหญ่เกิดความกลัวระดับสูง ซึ่งคนที่กลัวก็มักจะเทขายและไม่กล้าซื้อเหรียญ โดยอาจจะมีเหตุการณ์กราฟทุบแรงๆ - 20% - 50% จนคนกลัวและเทขายหนีตาย

2.Fear : กลัว (25 - 49) ในระดับนี้ก็คือคนส่วนใหญ่เกิดความกลัวในระดับปกติ เริ่มมีแรงเทขายบ้างแต่ก็ยังมีแรงซื้อประปรายเป็นทรง Sideway Down 

3.Neutral : เฉยๆ (50) ในระดับนี้คือคนส่วนใหญ่อาจจะยังงงๆกับตลาดว่ายังไงต่อดี ตลาดก็จะมีผลลัพธ์เป็นการ Sideway ในกรอบไปเรื่อยๆ และอาจมีเหวี่ยงขึ้นลงแรงๆบ้างประปราย

4.Greed : โลภ (51-74) ปกติแล้วในระดับนี้ก็มักจะอยู่สภาวะตลาดที่เป็นตลาดขาขึ้น เช่นการค่อยๆ Sideway Up ไปเรื่อยๆ

5.Extreme Greed : โลภมาก (75-100) และสุดท้ายจุดนี้ก็ตรงตัวเลยคือคนในตลาดเกิดความโลภมากจากสภาวะตลาดที่เป็น Bull Market อย่างเห็นได้ชัดอาจจะเป็นช่วงที่ตลาดกำลังจะทำ All Time High

เทียบสถิติกับกราฟจริง (Backtest)

Crypto Fear and Greed Index นั้นมีข้อมูลเริ่มตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2018 เป็นช่วงตลาดเข้าสู่ Bear ครั้งก่อนพอดี เลยสามารถเทียบข้อมูลได้นานสุดเพียง 1 Cycle รอบก่อนนั่นก็คือช่วง Bear ก่อนเข้า Bull ตอนปี 2021

Timeframe (Week)

Cycle (2017 - 2020)

Bear Zone

เมื่อเราลองมาทำการ Backtest แล้วลองใช้เป็นเครื่องมือในการหาจุดเข้าในช่วง Bear Cycle 2018 โดยสร้างเงื่อนไขในการหาจุดเข้าเฉพาะโซน Extreme Fear นั้นจะมีจุดเข้าหลักอยู่ 5 จุด ภายในระยะเวลา 385 วันหรือ 1 ปี 20 วัน 

ซึ่งถ้าเข้าตาม Indicator ทุกครั้งจะมีจังหวะเข้า Dip อยู่ 4 ครั้ง และเข้าที่ยอด 1 ครั้ง คิดเป็นโอกาศเข้า Dip อยู่ที่ 80% ถือว่าไม่แย่เลย แต่ถ้าเอามาคำนวณหาต้นทุน Average Price จะมี Drawdown สูงสุดอยู่ที่ -45% ก็ถือว่าติดลบหนักพอสมควร แต่อีกนัยก็ยังได้เข้าซื้อในต้นทุนที่ดีพอสมควร

Accumulate Zone

จากนั้นพอพ้นช่วง Bear Zone จะเข้าสู่ช่วงสะสม Accumulate Zone ที่จะเปลี่ยนจาก Sideway Down เป็น Sideway ออกข้างเป็นวงกว้าง และหากเรารอสุดเข้าที่ Extreme Fear จะได้จุดเข้าอยู่ 3 จุด ในรอบประมาณ 1 ปี 9 เดือน และซึ่งมีการเข้าที่จุด Dip อยู่ 2 จุดและจุดยอดอยู่ 1 จุด โดยคิดเป็นอัตราการเข้า Dip อยู่ที่ 66% และมี Drawdown สูงสุดจาก Average Price อยู่ที่ -47% ใน Accumulate Zone ของ Cycle (2017 - 2020)

Cycle (2021 - ปัจจุบัน)

Bear Zone

ต่อมาเป็นการนำมาใช้กับ Cycle ปัจจุบัน เพื่อดูว่าประสิทธิภาพจะดีเท่ากับ Cycle (2017-2020) หรือไม่

โดยในช่วง Bear Zone ของ Cycle นี้จะมีจุดเข้าซื้ออยู่ 5 จุด ในระยะเวลา 1 ปี 13 วัน และมี Drawdown สูงสุดอยู่ที่ -55.25% และใน Zone นี้มีการเข้าสู่ที่จุด Dip อยู่ 3 จุด และเข้าที่ยอดอยู่ 2 จุด โดยมีอัตราการเข้า Dip อยู่ที่ 60% 

จะเห็นได้ว่าใน Bear Cycle นี้มีประสิทธิภาพในการเข้า Dip ด้วย Indicator ต่ำกว่ารอบ Bear Cycle ก่อน โดยผู้เขียนมองว่า เพราะการลงครั้งนี้เป็นการลงแบบ Panic Sell ซึ่งต่างจาก Cycle ก่อนที่ลงแบบ Sideway Down 

Accumulate Zone

หลังจากเข้าสู่ช่วงนี้จะมีจุดเข้าอยู่ 1 จุดที่ Dip พอดีตอนช่วงต้นปี 2023 และก็เข้าสู่ Mini Bull ภายใน Accumulate Zone และปัจจุบันยังไม่มีสัญญานให้เข้าเพิ่ม ซึ่งสิ่งที่รอดได้คือการรอเข้าสู่ Extreme Fear อีกครั้งและรอดูว่าจุดเข้าต่อไปจะเป็น Dip จริงหรือไม่

สถิติก่อน Bull Run

คราวนี้จะมาลองดูกันว่าปกติแล้วในช่วงตลาด Bear นั้นใน 1 Cycle จะเข้าสู่ Extreme Fear กี่ครั้งก่อนจะเข้า Bull Run โดยจะนับจากตั้งเงื่อนไขว่าค่า Fear จะต้องต่ำกว่า 20 แต่ปัจจุบันนั้นเรายังมีข้อมูลถึงแค่ปี 2018 ซึ่งข้อมูลอาจยังน้อยไปที่จะฟันธงว่ามันจะเกิดซ้ำๆตามสถิติในอดีต

ในตลาด Bear ผมจะแบ่งเป็น 2 Phases คือ 

  • Bear Zone (ตลาดขาลง)
  • Accumulate Zone (ตลาดสะสม)

เพื่อง่ายต่อการจำแนก เพราะในแต่ละช่วงมีปัจจัยที่ต่างกัน

ซึ่งถ้าดูจาก Cycle ครั้งก่อนช่วงปี 2018 นั้น ทุกๆ Phase จะต้องมี Extreme Fear (<20) 1 ครั้งเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่ Phase ถัดไป โดยเราจะสังเกตุตรง Bear Zone เกิด Extreme Fear 1 ครั้ง แล้วเข้าสู่ Accumulate Zone จากนั้นก็เกิด Extreme Fear 1 ครั้งเพื่อเข้าสู่ Bull Run ซึ่งทุก Bear Cycle จะมี Extreme Fear ประมาณ 2 ครั้งหรือมากกว่านั้นได้

แต่ถ้าเรามองภาพ Bear ใน Cycle ปัจจุบันเรานั้นได้ผ่าน Extreme Fear มาแล้ว 1 ครั้งช่วงปี 2022 และเข้าสู่ Accumulate Zone เรียบร้อยแล้ว เมื่อต้นปี 2023 แต่ถ้าหากเราอิงจากข้อมูลใน Cycle ก่อน เพื่อใช้ในการคาดคะเนการเกิด Bull Run หน้า ก็จำเป็นจะต้องเกิด Extreme Fear อีก 1 รอบสุดท้ายใน Bear Cycle นี้เพื่อเปลี่ยน Phase เข้าสู่ Bull Run

กลยุทธ์การใช้ Crypto Fear and greed ในการเทรดและลงทุน

จริงๆแล้วตัวเครื่อง Fear and Greed Index นั้นสามารถใช้ได้หลายรูปแบบบางคนอาจใช้เป็นตัวหาจุดเข้าและออก หรือบางคนอาจใช้เป็นตัวเสริมในการช่วยตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้นในแต่ละสภาวะตลาด โดยมีกลยุทธ์คร่าวๆที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ดังนี้

  • ใช้เพื่อหาจุดเข้าสำหรับเช่นการเข้าที่จุด Extreme Fear และออกที่จุด Extreme Greed เมื่อเกิดความกลัวมากเท่ากับ Undervalued และเมื่อเกิดความโลภมากเท่ากับ Overvalued
  • ใช้ในการ DCA เมื่อเข้าสู่โซน Fear ไปจนถึง Extreme Fear
  • นำไปใช้ร่วมกับ Technical Analysis อื่นๆเพื่อช่วยตัดสินใจ เช่น Moving Average สำหรับสาย Trend Following หรือหา Divergence
  • สามารถนำไป Backtest เพื่อหา Insights ต่างๆ
  • สามารถใช้ประเมินภาพรวมตลาดเพื่อพิจารณาการ DCA Out ในขณะที่คนเกิดความโลภมากขึ้น
  • ใช้เพื่อวัดว่าเรานั้น Bias หรือไม่

ข้อมูลบางส่วนมีแหล่งที่มาจาก Capital.com และ Seekingalpha.com

ข้อควรระวังในการดู Crypto Fear and Greed

แน่นอนว่าการลงทุนไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะสำเร็จ 100% เพราะฉะนั้นจึงอยากจะมาเตือนหากใครอยากนำเครื่องมือนี้ไปชี้คือ

  • ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเก็งกำไรระยะสั้นเช่น Futures เพราะ Drawdown สูงมาก
  • ไม่สามารถคาดการณ์ตลาดและการเกิด Black Swan ได้ 100%
  • ควรใช้ร่วมกับ Technical Analysis หรือ Fundamental Analysis ต่างๆ
  • ใช้เพื่อดูอารมณ์ของคนต่อ Bitcoin Ethereum และภาพรวมของตลาดคริปโตเท่านั้น
  • ตลาดไม่มีอะไรสมเหตุสมผลไปตลอดเช่น การปั่นราคา หรือการปล่อยข่าว Fake News

แนวทางอื่นในการวิเคราะห์ Bitcoin

นอกจาก Fear and Greed ที่มีไว้วิเคราะห์ Sentiment ตลาดทั้งราคาและอารมณ์คนแต่ก็ยังแนะนำว่ามันไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะทำให้เราชนะ 100% และอาจยิ่งทำให้เรา Bias มากขึ้นจึงแนะนำแนวทางอื่นๆในการวิเคราะห์ เพื่อช่วยเปิดมุมมองนักลงทุนให้กว้างขึ้นเช่น

สรุปเนื้อหาและมุมมอง

ขอบคุณภาพจาก https://www.miraeassetmf.co.in/knowledge-center/importance-of-investor-behaviour-in-market-correction-greed-and-fear-cycle

สุดท้ายแล้ว Fear and Greed เป็นเครื่องมือที่หลายคนรู้จักดีอยู่แล้วและเหมาะกับการใช้ประกอบกับการตัดสินใจ เพื่อให้เรารู้ว่าเรากำลัง Bias และเป็นคนส่วนใหญ่ตามอารมณ์คนในตลาดอยู่หรือปล่าวตามทฤษฎีผลประโยชน์ของคุณ พิชัย จาวลา ที่มักจะบอกว่ามีแค่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ชนะตลาดในระยะยาว

ซึ่งองค์ประกอบตลาดนั้นมักจะขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เพราะอารมณ์ทำให้เกิดการกระทำและนำมาซึ่งผลลัพธ์

  • คนเกิดความโลภ (อารมณ์) → แห่ซื้อ (การกระทำ) → ราคาขึ้น (ผลลัพธ์)
  • คนเกิดความกลัว (อารมณ์) → แห่ขาย (การกระทำ) → ราคาลง (ผลลัพธ์)
  • คนเริ่มลังเล (อารมณ์) → ซื้อ / ขาย / ถือ (การกระทำ) → ราคานิ่ง (ผลลัพธ์)

และปัจจัยที่จะคอยกำหนดอารมณ์คนก็ประกอบด้วย

  • เทรนด์ของตลาด ตลาดขาขึ้นสะท้อนถึงความโลภ ตลาดลงสะท้อนถึงความกลัว
  • เศรษฐกิจ ข้อมูลออกมาดีเพื่อก่อให้คนเกิดความโลภ ส่วนข้อมูลด้านลบนำไปสู่ความกลัว
  • การเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงและแน่นอนทำให้คนเกิดความโลภ ส่วนความไม่แน่นอนนำไปสู่ความกลัว
  • Sentiment ตลาด เกิดข่าวดีเพื่อกระตุ้นความโลภ และข่าวลบนำไปสู่ความกลัว 

Fear and Greed Index นั้นจะช่วยทำให้คนเข้าใจถึงเบื้องหลังของการขับเคลื่อนตลาดด้วยอารมณ์ ซึ่งขอย้ำเสมอว่าควรใช้เป็นตัวเสริมในการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น เหมาะกับการใช้ประยุกต์กับ Technical และ Fundamental Analysis เพื่อช่วยให้ติดสินใจได้ดีขึ้นลด Bias ว่าเรากำลังรักเหรียญและความโลภบังตาหรือไม่ และจึงตั้งสติอยู่เสมอว่าเรากำลังตกเป็นทาสของอารมณ์ตลาดหรือไม่ เพราะสุดท้ายอาจทำให้เราต้องเจ็บหนักกับตลาดแบบที่คนส่วนใหญ่เป็น

ดาวน์โหลด
DOWNLOAD FOR FREE!
Natthaphong Saruasawan

Research ที่เกี่ยวข้อง

DeFi
Infrastructure
Aster Chain เปิดตัว Mainnet เน้น Privacy และประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับ Perpetual Trading
Kuljira I.
March 24, 2026
Bitcoin
Infrastructure
DeFi
JPMorgan ชี้ RWA & Tokenization คือ Sector ที่ดันตลาดในปี 2026
March 10, 2026
Macro
Infrastructure
News Analysis
SEC ปลดล็อก Stablecoin ปี 2026 เปลี่ยน Stablecoin เป็น Digital Cash ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
Kuljira I.
March 2, 2026