
ทำไม "ทุกอย่าง" กำลังจะอยู่บน Hyperliquid
Hyperliquid กำลังเปลี่ยนผ่านจากเป็นแค่ Perp DEX ไปสู่เส้นทางการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน แพลตฟอร์มที่เริ่มต้นจากการเป็นกระดานเทรด Perpetual Futures กำลังวิวัฒนาการไปข้างหน้าด้วยจุดประสงค์หนึ่งเดียวคือ “ทำให้ทุกสินทรัพย์ทางการเงินสามารถเทรดแบบ On-Chain ได้ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพเทียบเท่า CEX”
Hyperliquid ตอนนี้ไม่ใช่แค่ Perp DEX อีกต่อไป มันกำลังกลายเป็น Everything Exchange ที่จะรวมทุกตลาดไว้บน On-Chain
สิ่งที่ทำให้ Hyperliquid ต่างคือมันไม่ได้เอา EVM มาวาง แล้วค่อยต่อระบบ Order Book แต่สร้าง L1 ที่ออกแบบเพื่อ Exchange-First แล้วค่อยต่อ EVM Compatibility ทีหลัง
สถาปัตกรรมหลักของ Hyperliquid ประกอบด้วยสองส่วนคือ
HyperCore ทำหน้าที่เป็น Central Limit Order Book (CLOB) ที่ทำหน้ที่จัดการระบบการซื้อขาย ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นบนบล็อกเชน ไม่ว่าจะเป็นการวางคำสั่งซื้อขาย, การยกเลิก, การจับคู่ราคา และการบังคับปิดสถานะ (Liquidation) สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมได้สูงถึง 200,000 คำสั่งต่อวินาที
HyperEVM ที่เป็น EVM-Compatible Layer ให้นักพัฒนาสามารถมาสร้าง DeFi บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน ความโดดเด่นคือการที่ HyperEVM สามารถดึงสภาพคล่องและข้อมูลราคาจาก HyperCore มาใช้งานได้แบบ Real-Time

ในปี 2025 ที่ผ่านมา Hyperliquid มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ เกือบสองเท่าของ Coinbase ที่ทำได้เพียง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
รายได้รวมทั้งปีของ Hyperliquid อยู่ที่ 844 ล้านดอลลาร์ โดยมีรายได้เฉลี่ยที่ 2.3 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Hyperliquid ทำสถิติรายได้สูงสุดในหนึ่งวันที่ 6.84 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ส่วนใหญ่ของวันนี้มาจาก Gold และ Silver เป็นหลัก
Hyperliquid ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Decentralized Perpetuals โดยครอบครอง Market Share สูงถึง 70% ในบางช่วงเวลา ทำให้คู่แข่งของพวกเขาในตอนนี้ไม่ใช่บรรดา Perp DEX ด้วยกัน แต่เป็นพวกกระดานเทรดแบบ Centralized อย่างเช่น Binance หรือ Coinbase
Game Changer ของ Hyperliquid ในปี 2025 คือ HIP-3 ที่เปิดตัวในเดือนตุลาคม
HIP-3 ได้ทำให้ Hyperliquid เปลี่ยนจาก “แพลตฟอร์มที่ทีมผู้พัฒนาเลือก List สินทรัพย์” ไปเป็น “Permissionless Derivatives Platform ที่ใครๆ ก็สามารถเปิด Futures Market ได้”
แต่ถึงอย่างนั้น ต้นทุนของผู้ที่ต้องการเปิดหรือ List สินทรัพย์ด้วย HIP-3 ก็ค่อนข้างสูง เช่น ต้อง Stake 500,000 $HYPE ซึ่งมีมูลค่าราว 15 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบันเพื่อเป็นหลักประกัน

Deployer จะได้ส่วนแบ่ง 50% ของ Trading Fees ในขณะที่อีก 50% จะถูกส่งเข้าไปที่ Buy Back Fund เพื่อซื้อ HYPE คืน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ มีตลาดเกิดใหม่นับร้อย ทั้งหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Tesla, NVIDIA, Amazon และสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง Gold และ Silver
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ในบางช่วง ปริมาณการซื้อขาย Gold และ Silver บน Hyperliquid นั้นคิดเป็น 1% ของตลาด COMEX เลยทีเดียว
HIP-3 ทำให้ Hyperliquid นอกจากจะพยายามแย่งส่วนแบ่งจาก Centralized Exchange แล้ว ยังทำให้สามารถเข้าไปกัดกินส่วนแบ่งจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ได้อีกด้วย
เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา Hyperliquid ได้ประกาศเปิดตัว HIP-4 หรือ Outcome Trading ที่ทำให้สามารถเปิด “Predition Market” ได้ด้วยวิธีที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ
Outcome Contracts ของ HIP-4 มีจุดเด่นคือ
สิ่งที่ทำให้ Hyperliquid แตกต่างจาก Polymarket หรือ Kalshi ด้วย HIP-4 คือ การรันบน HyperCore Engine เหมือนกับตลาด Perpetuals ซึ่งผู้ใช้งานสามารถ Long ETH Perp พร้อมกันกับซื้อ Outcome Contracts ที่จะจ่ายเมื่อ ETH ถูกเทขาย
ทั้งสองสถานะจะอยู่ในบัญชี Margin เดียวกัน ระบบจะจดจำการ Hedge โดยอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนของผู้ใช้
Predictefy คาดการณ์ว่าหลัง HIP-4 ขึ้น Mainnet อาจทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายสูงถึง 28,000-40,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาด Prediction Market ทั่วโลกทำได้แค่ 23,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026
Hyperliquid กำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการทำให้ทุกสินทรัพย์ทางการเงินสามารถเทรดแบบ On-Chain ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
การที่ปริมาณการซื้อขายของ Non-Crypto Assets คิดเป็น 30% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของแพลตฟอร์มอาจจะดูเยอะ แต่เมื่อเทียบกับตลาด TradFi ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมหาศาล
หาก HIP-4 สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดของ Prediciton Market อื่นๆ ได้ จะทำให้รายได้ของแพลตฟอร์ม และราคาของโทเค็น $HYPE เติบโตอย่างต่อเนื่อง
Hyperliquid ได้พิสูจน์แล้วว่า Application-Specific L1 สามารถสร้างประสิทธิภาพที่เหนือกว่าระบบ Centralized Finance ได้ การรวมกันของ Spot, Perps, Prediction Market, RWAs และ Options ในแพลตฟอร์มเดียวกำลังจะเกิดขึ้น
ในโลกที่ทุกอย่างกำลัง Migrate ไป On-Chain ผู้ที่ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนวัตกรรมจะกลายเป็นผู้ชนะ
และตอนนี้ Everything will be on Hyperliquid
