Perpetual DEX หรือแพลตฟอร์มสำหรับเทรด Future นั้นได้รับการพูดถึงรวมถึงความนิยมมากขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2025 และพีคอย่างที่สุดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมาหลังจากที่ราคาเหรียญของแพลตฟอร์มหลายตัวนั้นพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะกับ Aster ที่เติบโต 20 เท่าใน 10 วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก perpetualpulse.xyz
Perpetual DEX หรือแพลตฟอร์มสำหรับเทรด Future นั้นได้รับการพูดถึงรวมถึงความนิยมมากขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2025 และพีคอย่างที่สุดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมาหลังจากที่ราคาเหรียญของแพลตฟอร์มหลายตัวนั้นพุ่งทะยานขึ้นหลายเท่า โดยเฉพาะกับ Aster ที่เติบโต 20 เท่าใน 10 วัน
สิ่งนี้ทำให้ Perp DEX นั้นถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง มีโปรเจกต์มากมายที่เกิดใหม่ขึ้นมาแข่งขันกันแย่งชิงตลาดซึ่งแต่เดิมมีแค่ Hyperliquid เท่านั้นที่ครองตลาดมาอย่างยาวนานในแง่ของทั้ง Open Interest และ Volume
หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งนี้ก็เหมือนกระแสอื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า Meme, AI, DePIN หรืออื่นๆ ที่มาแล้วก็ตายไป แต่สิ่งที่พิเศษกับ Trend Perp DEX คือแพลตฟอร์มเหล่านี้ “มีรายได้จริง” ซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บได้
ทางผู้เขียนจึงมองว่า Trend นี้อาจจะยั่งยืนกว่าที่หลายคนคาด จากการที่ตลาด Future นั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายและใช้งานง่าย และมายาคติของผู้คนต่อตลาด Future นั่นคือ “เทรด Future ทำให้รวยเร็ว” บทความนี้จึงจะพาทุกคนมาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการทำงานของ Perp DEX ในตลาดต่างๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง โดยถูกเลือกมาจากโอกาสฟาร์ม Airdrop ของแพลตฟอร์ม และข้อมูล Volume/ Open Interest/ TVL ของแต่ละแพลตฟอร์ม รายชื่อดังนี้: Hyperliquid, Aster, Lighter, edgeX, และ Variational
ปล. สำหรับ Hyperliquid นั้น Cryptomind Research เคยเขียนถึงแล้วโดยอ่านรายละเอียดได้ด้านล่าง แต่เราจะมี Recap สั้นๆ ให้
Hyperliquid - อ่าน ที่นี่
HyperEVM - อ่าน ที่นี่
ภาพรวมตลาด PerpDEX ขอบคุณข้อมูลจาก The Blockหมายเหตุ: ตัวเลขเดือนมกราคม 2026 เป็นช่วงต้นเดือน (ยังไม่ครบเดือน)
จากภาพด้านบนที่แสดงปริมาณการซื้อขาย (Trade Volume) ของ Perpetual DEX (PerpDEX) ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ถึงต้นเดือนมกราคม 2026 มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
ภาพรวมการเติบโตของตลาด (Market Trend) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2025) มีปริมาณการซื้อขายค่อนข้างคงที่และเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 250,000 - 400,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยจะเห็นการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของ Trade Volume ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 โดยไปแตะระดับสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายรวมทะลุ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
โดยหลังจากเดือนตุลาคมเป็นต้นมา เราเริ่มเห็นการปรับตัวลดลงของ Trade Volume ที่คาดว่าลดลงจากสภาวะตลาดและเหตุการณ์ Black Swan ในวันที่ 10 ตุลาคม โดยในเดือนธันวาคม 2025 ปริมาณการซื้อขายเริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์
ผู้เล่นหลัก จากกราฟแท่งที่มีการแบ่งสีตามส่วนแบ่งการใช้งานของแต่ละโปรเจกต์ เราจะเห็นการขับเคี่ยวของโปรเจกต์ต่าง ๆ ดังนี้:
Hyperliquid (สีน้ำเงินเข้ม): เป็นแพลตฟอร์มที่ครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ใหญ่ที่สุดอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งปี โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ Volume ทั้งหมดในหลายช่วงเวลา Hyperliquid มีส่วนแบ่งสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2025 และในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2025 ได้ถูก Lighter เบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 Aster (สีน้ำเงินสว่าง): เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญและชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นไป และบางช่วงยังแซงขึ้นเป็นอันดับสองรองจาก Lighter เช่น เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2025Lighter (สีฟ้า): เริ่มเติบโตต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 จนไปพีคที่เดือนพฤศจิกายน 2025 edgeX (สีส้ม): เริ่มขยายส่วนแบ่งได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2025โปรเจกต์อื่น ๆ: เช่น ApeX, Jupiter, dYdX และ GMX ยังคงมีส่วนแบ่งในตลาดแต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้นำที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า ในปี 2025 ตลาด Perpetual DEX ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ยักษ์ใหญ่ตัวเดียวอีกต่อไป โดยในปี 2025-2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะการสั่นคลอนบัลลังก์ของเจ้าตลาดเดิมอย่าง Hyperliquid
แม้ว่าในช่วงต้นปี Hyperliquid จะเคยครองส่วนแบ่งตลาดในระดับสูงมาก และเคยแตะราว 70–80% ในบางช่วง (เช่น พ.ค. 2025 ตามกราฟ) แต่ในช่วงครึ่งปีหลังสัดส่วนนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยใน ธ.ค. 2025 เหลือราว ~21% (Hyperliquid ~$169.31B จาก Total ~$804.89B)
โดยจุดเริ่มต้นของการลดลงของ Market Share ของ Hyperliquid อย่างมีนัยสำคัญคือการมาของโปรเจกต์อย่าง Lighter และ Aster
Lighter: ด้วยหมัดเด็ด Airdrop, ZK Tech และ Zero-Fee ตัวแปรสำคัญที่ทำให้การแข่งขับของ PerpDEX ในปี 2026 เริ่มต้นอย่างร้อนแรงคือ Lighter โดยมีจุดขายสำคัญที่ดึงดูดผู้ใช้ อย่างเช่น
Zero-Fee Model: Lighter ใช้โมเดล "Zero-Fee" (0% ค่าธรรมเนียมสำหรับรายย่อย) เพื่อดึงกลุ่ม Scalpers Airdrop ครั้งใหญ่: ในวันที่ 30 ธันวาคม 2025 Lighter ได้ทำการแจก Airdrop เหรียญ $LIT จำนวน 25% ของ Supply (250 ล้านโทเคน) ให้กับผู้ใช้งานใน Season 1 และ 2Aster: อีกหนึ่งม้ามืดสำคัญที่มี Back ใหญ่จาก BNB Ecosystem Aster ถือเป็นอีกหนึ่งม้ามืดที่เข้ามาดึงดูดผู้ใช้งาน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตา ดังนี้
การเติบโตของราคาเหรียญ: ในช่วงเดือนกันยายน 2025 ราคาเหรียญของ Aster พุ่งกว่า 20 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 10 วัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เรียกกระแสความสนใจกลับมาสู่ PerpDEX อย่างล้นหลามกลยุทธ์ Yield-Bearing Collateral: Aster สร้างความแตกต่างด้วยการอนุญาตให้ผู้ใช้นำสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ (เช่น asBNB หรือ USDF) มาวางเป็นหลักประกัน (Margin) ทำให้เทรดเดอร์สามารถรับผลตอบแทนจากการ Stake ไปพร้อมกับการเทรดได้ในเวลาเดียวกันBack จากยักษ์ใหญ่ในวงการคริปโตฯ: ด้วยการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจาก BNB Ecosystem และ CZ รวมถึงทีมงานที่มีพื้นฐานจาก APX Finance ทำให้ Aster มีความได้เปรียบในแง่ของสภาพคล่องและฐานผู้ใช้งานจำนวนมากจากฝั่ง Centralized Exchange (CEX)ทิศทางในปี 2026: สงครามที่ยังไม่จบ ในปี 2026 นี้ ทางทีมเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วง Selection Phase ที่เข้มข้นต่อไป โดยเรามองว่าความท้าทายของปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแจก Airdrop อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความยั่งยืนของรายได้ และประสิทธิภาพของระบบที่จะดึงเทรดเดอร์ให้อยู่หมัดในระยะยาว
ในพาร์ทต่อไป เราจะทำการเปรียบเทียบ แต่ละแพลตฟอร์มหลักเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ใครคือตัวจริงในแต่ละด้าน ทั้งในเชิงเทคนิคและอัปเดทต่างๆที่น่าสนใจ
เปรียบเทียบ 5 โปรเจกต์หลัก ในพาร์ทนี้ เราจะเจาะลึก 5 โปรเจกต์ใหญ่ที่กำลังแข่งขันกันที่น่าจับตามองจ่อไปในปี 2026 ได้แก่ Hyperliquid, Aster, Lighter, edgeX และ Variational โดยเราจะทำการเปรียบเทียบใน 5 มิติสำคัญเช่น ค่าธรรมเนียม, จำนวน Trading Pair, ระบบ Tier, ฟีเจอร์เด่น, สภาพคล่องและประสิทธิภาพด้านเทคนิค รวมถึงอัปเดทล่าสุดของแต่ละโปรเจกต์
ขอบคุณภาพจาก Hyperliquid
Trading Pairs: 200+ (มีทั้ง Long-tailed Asset และ Pre-launch Token)ค่าธรรมเนียม (Tier แรก): Spot: Maker 0.04% / Taker 0.07% Perps: Maker 0.015% / Taker 0.045%Note: ค่าธรรมเนียมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับ Volume และปริมาณการ Stake HYPE
Infrastructure: L1 App-Chain (HyperCore) สร้างอยู่บน Layer 1 ที่ออกแบบมาด้วยเฉพาะสำหรับการ Trade เท่านั้น โดยสามารถรองรับคำสั่งซื้อขายได้มากกว่า 20,000 Order ต่อวินาที และมี Delay น้อยกว่า 0.2 วินาที ตัว Appchain นั้นมีความเชื่อมโยงหลักกับ Arbitrum โดยใช้เป็นช่องทางในการ Bridge เงินเข้าไปยัง Appchain จุดขายสำคัญ (Unique Selling Points): HyperCore Performance: HyperCore นั้นมีประสิทธิภาพสูงและสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เทียบเท่ากับการ Trade บน Centralized Exchange (CEX) ได้เลยผ่านระบบ Central Limit Order Book (CLOB) ทั้งในแง่ของความเร็ว และยังไม่มีการเสียค่า Gas เพิ่มเติมอีกด้วยPre-Launch Markets (Hyperps): เปิดให้ Trader สามารถเก็งกำไร (Future) เหรียญที่ยังไม่ Launch ได้Native Vaults (HLP): เปิดให้รายย่อยสามารถมีส่วนร่วมกับการทำ Market Maker ได้ผ่าน HLP Vault ที่เปิดเป็นสาธารณะแบบไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่ สร้างโอกาสในการทำกำไรในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การ Trade ได้ด้วยTeam / Backing: Team: ไม่เปิดเผยตัวตนชัดเจน โดยมี Jeff เป็น Founder Backing: ไม่มี Backer และ VC ซึ่งต่อยอดมาจากหลักการแบบ Community-First ที่ทางทีมเชื่อมั่นToken / Airdrop Status: $HYPE เหรียญ $HYPE นั้นมีการ TGE แล้วเมื่อปลายปี 2024 โดยสามารถนำไป Stake เพื่อ Yield ได้ และทาง Hyperliquid ก็มีการทำ Buyback โดยใช้ค่าธรรมเนียมอยู่เรื่อยๆ ผ่าน Assistant Fund อีกด้วย Latest Update: Global Equity (HIP-3) : การเปิดตัว Global Equities ผ่าน HIP-3 ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเทรดหุ้นหรือ Pre-IPO ระดับโลกแบบ On-chain ได้อย่างหลากหลาย เช่น AAPL, NVDA, TSLA Pre-phase of Portfolio Margin : เป็นการรวมบัญชีทั้ง Spot และ Perps เข้าด้วยกัน ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถบริหารความเสี่ยงและเปิดสถานะได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมฟีเจอร์ที่สร้าง Yield ให้อัตโนมัติจากสินทรัพย์ส่วนเกินที่สามารถกู้ยืมได้ (Borrowable Assets) ทั้งหมดในพอร์ตที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการเทรดขอบคุณภาพจาก Hyperliquid
2. Aster (เดิม Astherus + APX) Trading Pairs: 150+ (มีทั้ง Crypto, Forex, Stock รวมถึง Commodities)ค่าธรรมเนียม (Tier แรก): Maker: 0.01%Taker: 0.035% (ลดลงได้ถ้ามีการ Stake $ASTER)Infrastructure: Multi-Chain (เชนหลัก > BNB Chain) มีการรวม Liquidity ผ่านหลายเชน : BNB, Ethereum, Arbitrum และ Solana โดยดำเนินการเป็น Hybrid Model ที่มีการจำคู่ Order แบบ Off-chain และ Settle Order ต่างๆ On-chain ทำให้มีความเร็วที่สูงและมีความ Self-Custody อยู่จุดขายสำคัญ (Unique Selling Points): Yield-Bearing Collateral: ผู้ใช้งานสามารถใช้สินทรัพย์อย่าง asBNB (Liquid Staked BNB) หรือ USDF (Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน) มาวางเป็นหลักประกัน (Margin) ได้ ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์สามารถรับผลตอบแทนจากการ Stake ไปพร้อมๆ กับการนำหลักประกันนั้นไปใช้ในการเทรดด้วย Leverage ได้ในเวลาเดียวกัน1001x "Simple Mode": Interface ในรูปแบบ Gamified ที่รองรับการเทรดแบบ Leverage สูงระดับ 1001 เท่า ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มเทรดเดอร์รายย่อยที่เทรดบ่อย (High-frequency retail traders) พร้อมคุณสมบัติในการป้องกัน MEV มีโหมดการเทรดง่ายๆ ที่เปิดให้รายย่อยสามารถเก็งกำไรขึ้นหรือลงได้ เพียงกดเก็งขึ้นหรือลง เปิดให้การเทรดเข้าถึงได้ง่าย (เสี่ยงสูง) Stock Perpetuals: มีเปิดให้เทรด Future หุ้นบางตัวด้วย (Tesla, Apple, etc.)Multi-Chain Support : รองรับการเทรดหลายเชน เช่น BNB Chain, Solana, EthereumTeam / Backing: Team: มาจากทีมเดิมจาก Astherus และ APX FinanceBacking: ได้รับการ Backing หลักจาก YZi Labs (เดิมมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับ Binance Labs) และได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก BNB Ecosystem และ CZ Token / Airdrop Status: เหรียญ $ASTER เปิด TGE ในกันยายน 2025 โดยมี Use case หลักคือใช้ในการโหวต Governance และสามารถนำไป Stake เพื่อลดค่าธรรมเนียมการ Trade และได้ Yield Latest Update: Aster Chain Mainnet (Q1 2026): กำลังมีแผนจะเปิดตัว Aster Chain ด้วยเทคโนโลยี Zero-knowledge proof โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพา BNB Chain และลดค่าธรรมเนียมให้ต่ำลงShield Mode : ในเดือนธันวาคม 2025 ได้เปิดตัว Shield Mode เป็นโหมดที่รวมประสบการณ์แบบ 1001x เข้ามาไว้ใน Account เดียว โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสลับเชนไปมา และสามารถเปิด-ปิดสถานะได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องผ่าน Order Book ไม่มี Slippage และไม่มีค่าธรรมเนียม RWA & Stock Perp : Aster ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับ Stock Perpetuals อย่างถาวร โดยผู้ใช้งานสามารถเทรดหุ้นอย่าง NVDA, TSLA, AMZN และ AAPL ด้วยค่าธรรมเนียม 0% ทั้ง Maker และ Taker
ขอบคุณภาพจาก Aster
Trading Pairs: 100+ (Crypto, Stock, Forex และ Commodities) โฟกัสหลักไปที่เหรียญใหญ่และสภาพคล่องสูงมากกว่าเหรียญเล็ก (Long-tailed Coin) Fee Structure: Retail Users (รายย่อย): 0% ไม่เสียค่าธรรมเนียมInstitutions/VIPs (รายใหญ่): เสียค่าธรรมเนียมInfrastructure: Ethereum L2 (ZK-Rollup) ใช้ ZK-rollup โดยทำการ Settle บน Ethereum Mainnet โดยตรง มีการรวบรวมคำสั่งแบบ Off-chain เพื่อความรวดเร็ว และปิดด้วยการสร้าง Zero-knowledge proofs เพื่อยืนยันความถูกต้องของการจับคู่ Order บน L1 จุดขายสำคัญ (Unique Selling Points): Zero Fees for Retail: เป็น PerpDex ตัวแรกๆ ที่ใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ดุดันที่สุดในตลาด ทำให้ดึงดูดนักเทรดระยะสั้น (Scalpers) และรายย่อยได้เป็นอย่างมากDark Pool Capabilities: รองรับคำสั่งแบบซ่อน (Hidden orders) และฟีเจอร์ที่เน้นความเป็นส่วนตัวสำหรับการเทรดขนาดใหญ่ของสถาบันEthereum Security: การที่ Lighter เป็น L2 ที่ Settle บน Ethereum ทำให้ความปลอดภัยนั้นเป็นการอิงกับ Ethereum โดยตรงTeam / Backing: Team: นำโดย Vladimir Novakovski (มีพื้นฐานด้าน High-frequency trading)Backing: a16z (Andreessen Horowitz), Ribbit Capital, Founders Fund, และ RobinhoodToken / Airdrop Status: $LIT เหรียญ $LIT TGE ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 โดยมีการอ้างว่ามูลค่าต่างๆ ที่ถูกสร้างได้ผ่าน Product ของ Lighter จากถูกรวบรวมไปยัง $LIT Holder (Value-Accrued) Latest Update: LIT Buyback : เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026 Lighter เริ่มซื้อเหรียญคืน โดยใช้รายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมของ DEX และบริการต่าง ๆ มาซื้อ $LIT คืนจากตลาดแบบ On-chainTrading Pairs: 70+ (สภาพคล่องสูงบน Majors กำลัง List Altcoin เพิ่มเรื่อยๆ)Fee Structure: Maker: 0.012% Taker: 0.038% Infrastructure: ZK-Architecture (StarkEx/Custom) เป็นแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงผ่านการใช้เทคโนโลยี StarkExโดยใช้ ZK proofs ในการ Settlement เน้นเรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ มากกว่าความเป็น Decentralization Unique Selling Point (USP): Institutional-Grade Throughput : สร้างโดยอดีตวิศวกร HFT (ศิษย์เก่า Goldman, Jump Trading, Morgan Stanley, Barclays, Goldman Sachs, and Bybit) โดยโฟกัสไปที่ Delay ที่ต่ำ (Latency) และคุณภาพการใช้งานแพลตฟอร์ม เช่น Spread ต่ำ, Deep LiquidityeLP Treasury: มี Vault ให้รายย่อยมีส่วนร่วมกับการ Liquidity Providing เพื่อ Yield ได้ ซึ่งผลตอบแทนมาจากรายได้การเทรดจริง (ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับ TVL) ไม่ใช่แค่จากการแจกเหรียญ (Token emissions)Revenue Efficiency: ถูกยกย่องว่าเป็น DEX ที่ทำกำไรได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับขนาด โดยมักทำรายได้ต่อผู้ใช้งาน (Revenue-per-user) แซงหน้าคู่แข่งเจ้าตลาดMultichain support: รองรับ Ethereum, Arbitrum, BNB ChainMobile Apps Team / Backing: Team: สมาชิกหลักมีพื้นฐานจากการเงินดั้งเดิม (TradFi) และ HFTBacking: Incubated โดย Amber Group ซึ่งเป็น Market Maker รายใหญ่ในวงการคริปโตToken / Airdrop Status: Points / ยังไม่ออกเหรียญณ ปลายปี 2025 ยังอยู่ในช่วงสะสม Points ผู้ใช้ได้รับแต้มจากปริมาณการเทรดและการฝาก eLP มีความคาดหวังสูงเรื่อง Airdrop ที่มูลค่าดีเนื่องจากโปรโตคอลมีรายได้สูง Latest Update Edge Chain: กำลังอยู่ในช่วง Transition จาก PerpDEX ไปเป็น Edge ChainedgeX Spot Trading Beta: ล่าสุด edgeX ได้เปิดตัว Spot Trading Beta อย่างเป็นทางการ ไปในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2025 โดยเริ่มจาก ETH เป็นตัวแรกMARU Airdrop : สำหรับผู้ใช้งานที่เป็น Active Users ทีมงานได้แจกจ่ายเหรียญ Meme ชื่อ $MARU จำนวน 30 ล้านโทเคนTrading Pairs: 450+ (RFQ Model) Fee Structure: 0% ไม่เสียค่าธรรมเนียมเทรด แต่จะมีต้นทุนที่โดนจาก Spread อยู่ Infrastructure: Arbitrum (L2) แพลตฟอร์ม "Omni" ใช้ระบบ RFQ (Request for Quote) ที่แตกต่างจาก 4 เจ้าอื่นที่ใช้ Order Books โดยที่ Variational เป็นแบบ Bilateral (สองฝ่ายตกลงกัน) เมื่อต้องการเทรด จะเป็นการส่งคำขอราคาไป แล้ว Market Maker (OMNI LP) จะเสนอราคา (Quote) กลับมา โดยเราสามารถเลือกตกลงหรือปฏิเสธก็ได้ ประโยชน์: การใช้ RFQ ช่วยป้องกัน MEV และเอื้อให้สามารถเปิดการเทรด Derivative ได้หลากหลายอย่าง ไม่จำกัดแค่คริปโตจุดแข่งสำคัญ (Unique Selling Points): Generalized Derivatives: สามารถเทรดสินค้าอื่นที่ไม่ใช่แค่เหรียญธรรมดา ตัวอย่างเช่น:Yield Baskets: เปิด Long/Short บนค่าผลตอบแทน (APY) ของ AaveVolatility Pairs: เทรดบนความผันผวนของ ETH แทนที่จะเทรดราคาของ ETHLoss Refund: มีระบบ Loss Refund สำหรับผู้ที่เทรดแล้วขาดทุนมีโอกาสได้รับ Refund คืนบางส่วนPre-Launch: เทรดเหรียญก่อนที่จะ TGE (คล้ายกับ Hyperliquid แต่ทำผ่านระบบ RFQ)Team / Backing: Team: Lucas Schuermann and Edward Yu (เป็น Tech และ Quant เก่า)Backing: Bain Capital Crypto, Peak XV (Sequoia), และ Coinbase VenturesToken / Airdrop Status: Beta / Points Variational กำลังอยู่ในช่วง Public Beta (เปิดให้บุคคลทั่วไปทดสอบ) และกำลังอยู่ในช่วง Points System Latest Update Variational ได้เปิดตัว Points Program อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2025 2026 Roadmap : ในปี 2026 ทาง Variational ได้เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์หลายอย่าง เช่น การเพิ่มคำสั่งซื้อขายรูปแบบใหม่ (TWAP, Scale), RWA Perps, Mobile Application เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแผนปิด Points Program ซึ่งอาจหมายถึงการ TGEขอบคุณข้อมูลจาก Variational
ตารางสรุปเปรียบเทียบ PerpDEX (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มกราคม 2026)
บทสรุปวิเคราะห์ทิศทาง PerpDEX ในปี 2026 ขอบคุณข้อมูลจาก DeFillama (ข้อมูลวันที่ 9 มกราคม 2026) Hyperliquid : แม้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2025 Hyperliquid จะเสียส่วนแบ่งการตลาดด้าน Volume ให้กับคู่แข่งไปบ้าง จนเหลือประมาณ 20% ในช่วงเดือนธันวาคม แต่ถ้าเราดูจากข้อมูลอย่าง Open Interest จะเห็นได้ว่า Hyperliquid ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่ากว่า 8,900 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างจาก Aster อันดับที่สองกว่า 3 เท่าตัว ถือเป็นการครองส่วนแบ่งกว่า 60%
นอกจากนี้ ในเหตุการณ์การล้างพอร์ตครั้งใหญ่ในวันที่ 10 ตุลาคม 2025 Hyperliquid เป็นเพียงไม่กี่แพลตฟอร์มที่ระบบยังคงทำงานได้สมบูรณ์ (Uptime 100%)
รวมถึง การได้รับการยอมรับจาก 21Shares ในการยื่นขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ $HYPE ต่อ SEC สหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตามองที่อาจผลักดัน Hyperliquid สู่ขั้นต่อไปของ Adoption จากสถาบันได้
Aster เป็นโปรเจกต์ที่เข้ามาชิงส่วนแบ่ง Volume ได้มหาศาลภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่ความท้าทายสำคัญคือความน่าเชื่อถือในข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเด็น Volume Manipulation ทำให้ถูก DefiLlama ถอดข้อมูลออกชั่วคราว ในเดือนตุลาคม 2025 เนื่องจากมีข้อกังขาเรื่องการทำ Wash Trading หรือการปั่นตัวเลข อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องจับตาดูและรอการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของระบบ Aster Chain ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต ว่าจะสามารถนำเทคโนโลยี ZK มาแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาได้มากน้อยแค่ไหน
โดย Aster ยังได้เปรียบในแง่การสนับสนุนจาก BNB Ecosystem และการมีฟีเจอร์อย่างการรองรับ Leverage ระดับสูงถึง 1001x, Yield-bearing collateral และการรองรับหลายเชน (BNB, Solana, Ethereum)
Lighter เป็นตัวที่เข้ามาฉีกวงการด้วยกลยุทธ์ Zero-Fee และการแจก Airdrop ในสัดส่วนสูงถึง 25% (Airdrop แรก) เพื่อดึงผู้ใช้ในระยะสั้น แต่ข้อมูล OI/Volume ที่ต่ำอาจสะท้อนว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้ามาเพียงเพื่อฟาร์มแต้มมากกว่าการเทรดจริงจัง ซึ่งทางโปรเจกต์เพิ่งแจก Airdrop ไปในปลายเดือนธันวาคม 2025 จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้ Lighter จะสามารถรักษาฐานผู้ใช้ไว้ได้มากแค่ไหน
นอกจากนี้ Lighter ยังมีการ Report จากผู้ใช้งานหลายคนว่ามีการล่มบ่อย โดยเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มี Downtime หลายชั่วโมงในวิกฤติวันที่ 10 ตุลาคม 2025 แต่ก็ต้องยอมรับว่า Lighter มีจุดเด่นที่น่าสนใจในหลายด้าน เช่น เทคโนโลยี ZK รวมถึงการ Support/รองรับจาก Ethereum Ecosystem รวมถึงการที่ Partner/Backer ขนาดใหญ่มาก เช่น a16z, Ribbit Capital, Founders Fund, และ Robinhood ทำให้เป็นอีกตัวที่มองข้ามไม่ได้
edgeX: มีจุดเด่นที่ความเร็วระดับ Latency ต่ำกว่า 10ms เทียบเท่า CEX โดยในวิกฤตวันที่ 10 ตุลาคม 2025 edgeX พิสูจน์ความเสถียรด้วยการไม่มี Downtime เลย และ eLP Vault ยังคงทำกำไรได้ขณะที่คู่แข่งขาดทุน
EdgeX อาจไม่ได้มีฟีเจอร์อะไรที่โดดเด่น แต่ถือว่ามี Back และเทคโนโลยีการใช้งานที่แข็งแกร่งในระดับสูง ไม่ได้เน้นความหวือหวาแต่เน้นความน่าเชื่อถือและการใช้งานที่มีคุณภาพสำหรับเทรดเดอร์สาย Conservative และนักลงทุนระดับสถาบัน
Variational กำลังสร้าง Niche Market ของตัวเองผ่านระบบ RFQ ซึ่งแตกต่างจาก Order Book ของเจ้าอื่น นอกจากนี้ ยังมีระบบ Loss Refund ที่ไม่มีในเจ้าอื่น ทำให้ Variational มีโอกาสเติบโตในกลุ่มเทรดเดอร์ที่มองหาความแตกต่าง
อย่างไรก็ตาม ระบบ RFQ อาจไม่ตอบโจทย์การเทรดแบบ High-frequency เท่ากับระบบ Order Book และการมีระบบ Loss Refund แม้จะดึงดูดผู้ใช้ได้ดี แต่ในระยะยาวต้องพิสูจน์ว่าจะสามารถรักษาสมดุลของรายได้โปรโตคอลและความยั่งยืนของกองทุนกลางไว้ได้หรือไม่
ใครจะอยู่ ใครจะไป? สุดท้ายแล้ว เรามองว่า สงคราม PerpDEX ก็คงจะไม่ได้มีผู้ชนะแบบกินขาด แต่จะเป็นการแบ่งเค้กตามความต้องการของผู้ใช้งาน โปรเจกต์ที่เน้นตัวเลข Volume จากการฟาร์มแต้มจะค่อยๆ หายไปหลังจาก Incentive จบ ก็จะเหลือเพียงโปรเจกต์ที่มีความเสถียร สร้างมูลค่าได้จริง และมีระบบที่น่าเชื่อถือได้
เราเชื่อว่า ในปี 2026 เราน่าจะได้เห็นภาพชัดมากขึ้น หลังจากที่โปรเจกต์ต่างๆทยอยแจก Incentive โดยใครที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความโปร่งใส และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ก็จะเป็นผู้สามารถได้รับส่วนแบ่ง Market Share ได้อย่างมีนัยสำคัญ