Report
February 25, 2026
Base เปิดตัว Unified Stack เตรียมย้ายออกจาก Superchain

TLDR

  • เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Base เครือข่าย Layer 2 ที่พัฒนาโดย Coinbase ได้ประกาศเปลี่ยนจาก OP Stack ของ Optimism มาสู่ Unified Base Stack หรือ base/base ซึ่งเป็นโค้ดที่ Base ควบคุมเองเต็มที่
  • แรงจูงใจหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ กำจัดการพึ่งพาจากภายนอกเครือข่ายที่ทำให้อัปเกรดช้า ให้ Base สามารถพัฒนาเครือข่ายได้เร็วและมีอิสระมากกว่าเดิม

แล้ว Unified Base Stack คืออะไร ? และอนาคต OP จะเป็นอย่างไรต่อไป ?

OP Stack และข้อจำกัดของมัน

แม้ว่า OP Stack จะช่วยให้ Base สามารถเปิดตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2023 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ด้วย TVL สูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งรายได้ของ Layer 2 กว่า 80% ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2026

Image
สัดส่วนรายได้ของเครือข่าย Layer 2

แต่เมื่อปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้น OP Stack ก็เริ่มแสดงข้อจำกัดออกมา

ข้อแรกคือ External Dependencies หรือการพึ่งพาตัวแปรภายนอก โดยโค้ดที่ควบคุมส่วนประกอบสำคัญ เช่น Sequencer ถูกถือครองโดยหลายทีม ทั้งทีม OP, Flashbots และ Paradigm ทำให้การประสานงาน และการอัปเกรดทำได้ช้า

ข้อสองคือ ความซับซ้อนของ Codebase: สถาปัตยกรรมแบบ Patchwork ที่กระจายอยู่บน Repositories หลายแห่ง ทำให้การบำรุงรักษา และการตรวจสอบความปลอดภัยทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องคอยอ้างอิงกับต้นทางอย่าง OP อยู่เสมอ

ข้อสามคือ การอัปเกรดที่ช้า: ภายใต้ OP Stack เดิม Base สามารถทำการ Hard Fork เพื่ออัปเกรดเครือข่ายได้แค่ปีละ 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพและปรับแต่ฟีเจอร์เฉพาะตัว

และข้อสุดท้ายคือ ต้นทุนของ Revenue Sharing: ภายใต้ข้อตกลงที่ทำร่วมกับ OP Mainnet ทำให้ Base ต้องแบ่ง Sequencer Revenue 2.5% ของรายได้ หรือ 15% ของกำไรสุทธิให้กับ Optimism Collective ซึ่งเมื่อ Base มีรายได้สูงขึ้น ต้นทุนตรงนี้ก็สูงตามไปด้วย

Image
OP Stack architecture.

สถาปัตยกรรมที่ Base เลือกใช้เพื่อเปิดตัว ไม่ได้เหมาะกับการ Scale ไปสู่ระดับโลก 

Base ครองส่วนแบ่งรายได้ของ Layer 2 กว่า 80% แต่ยังต้องทำงานภายใต้ Codebase ของคนอื่น ทำให้การเปลี่ยนแปลงคือคำตอบ

The Unified Base Stack

เพื่อทำลายข้อจำกัดที่ว่ามา จึงได้มีการเปิดตัว Unified Base Stack หรือ base/base คือ codebase เดียวที่รวมองค์ประกอบหลักทั้งหมดเข้าด้วยกันใน repository เดียวบน GitHub เพื่อเพิ่มความเร็ว, ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยในการพัฒนา

Image
base/base repository บน Github

องค์ประกอบหลักที่เปลี่ยนแปลงมีดังนี้

  • Sequencer: รวมกันเป็น Codebase เดียวเพื่อลดขั้นตอนการประสานงานจากภายนอก และทำให้ transcation ordering มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • Proof System: เปลี่ยนจาก Optimistic Proofts ที่ต้องรอ 7 วันสำหรับ challenge period ไปเป็น Trusted Execution Environment (TEE) และ Zero-Knowledge Proofs ที่ทำให้สามารถ Finality ธุรกรรมได้เกือบจะทันที รวมถึง Multi Proof Systems สำหรับ Fast withdrawals ด้วย
  • Infrastucture: เปลี่ยนมาใช้ Reth หรือ Rust-based Ethereum execution client ซึ่งเป็นโหนด Ethereum ที่เขียนด้วยภาษา Rust ที่มีความเร็วในการประมวลผล และมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งที่สูง โดยจะออกแบบเฉพาะสำหรับ Base ที่ในอนาคต จะสามารถรองรับ Gas Targets ได้สูงถึง 1,000,000,000 ต่อวินาที (1 Ggas/s) โดยปัจจุบันสามารถรองรับได้ 150 Mgas/s 
  • Governance: แทนที่บทบาทของ Optimism บน Security Council ด้วย Signer ใหม่ โดยยังคงความเป็น Stage 1 Rollup เหมือนเดิมตามคำนิยามของ Vitalik Buterin

สิ่งสำคัญที่ Base ย้ำคือ การรวม Codebase เข้าด้วยกัน ไม่ได้หมายความว่า Base จะนำไปพัฒนาด้วยตัวเองคนเดียวจนกลายเป็นเครือข่ายแบบ Centralized โปรโตคอลจะถูกเปิดเผยแบบสาธารณะ และใครๆ ก็สามารถเข้ามาสร้าง, พัฒนา และช่วยกันปรับปรุงเครือข่ายได้อย่างอิสระภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

Image
Sequencer Architecture ของเครือข่าย Base ก่อนและหลังเปลี่ยนไปใช้ Unified  Stack

Implementation Phases

Base วางแผนการเปลี่ยนจาก OP Stack ไปเป็น Unified Base Stack โดยไม่ให้กระทบ Users และนักพัฒนาที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

V0 (ปัจจุบัน): เริ่มการรวม Codebase เข้าไปยัง Repository ที่มีชื่อว่า base/base บน Github โดยยังใช้ OP Stack เป็นหลัก แต่ Node Operators ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายมาใช้ Base Client

V1 Hard Fork (ไม่กี่เดือนข้างหน้า): เพิ่ม Fusaka Support, เปลี่ยนจาก Optimistic Proofs ไปเป็น TEE/ZK Proofs และปรับประเภทธุรกรรมใหม่ รวมไปถึงเพิ่ม Flashblock Lists

V3 Hard Fork (กลางปี 2026): เตรียมพร้อมสำหรับ Glamsterdam Upgrade ของ Ethereum, ลด Dependency จาก OP Stack และเพิ่ม Economic Tweaks สำหรับ Operators, นักพัฒนา และผู้ใช้งาน

Base ยืนยันว่า ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน dApps และ Users จะสามารถใช้งานได้ตามปกติ

ใครได้ ใครเสีย ?

Base คาดว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาก็คงไม่เปลี่ยน

การมี Stack เป็นของตนเอง หมายถึงอิสระทางเทคโนโลยี Base สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ compliance, สถาบันการเงิน และความต้องการเฉพาะของตลาดได้โดยไม่ต้องรอ consensus จากภายนอก นอกจากนี้ยังรักษา sequencer revenue ได้เต็ม 100% แทนที่จะแบ่งส่วนหนึ่งให้ OP Mainnet

ผู้ใช้งานและนักพัฒนาบน Base ได้ประโยชน์จาก ZK/TEE proofs ที่ทำให้ withdrawal เร็วขึ้นจาก 7 วันเหลือเกือบทันที ค่าธรรมเนียมที่อาจต่ำกว่าเดิมจากการ optimize โดยตรง และ features ใหม่ที่จะออกมาเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า

Ethereum Ecosystem โดยรวมได้ประโยชน์จากการที่ Base ประกาศจะทำตัวเป็นห้องทดลองให้ โดยทดสอบ high-impact changes เช่น Block Access Lists บน Base ก่อน L1 เพื่อส่งข้อมูลกลับไปพัฒนา Ethereum Roadmap

ส่วนผู้ที่แพ้ก็คงจะเป็น OP Mainnet, Optimism Collective และผู้ถือโทเค็น $OP 

หลังจากมีประกาศเกี่ยวกับ Unified Base Stack ออกมา ราคาของ $OP ร่วงลงมาแล้ว -38% สู่จุดต่ำสุดตลอดการที่บริเวณ $0.117 เนื่องจาก Base เป็นแหล่งรายได้หลักของ Superchain 

โดยรายได้ตลอดการของ Superchain กว่า 41% และกว่า 71% ของ Sequencer Revenue รวมมาจาก Base

และนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นมา Base ครอบครองสัดส่วนมากกว่า 90% ของ Real Economic Value ของ Superchain

Image
Superchain: Network REV (Real Economic Value) by Chain

Superchain Ecosystem เผชิญความเสี่ยงที่ chain อื่นๆ อย่าง Zora จะตาม Base ออกไปพัฒนา stack ของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่กระจายตัวของสภาพคล่องและมาตรฐานเทคโนโลยีในระยะยาว

ส่วนความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย ในระยะสั้น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การแยกจากมาตรฐาน OP Stack ทำให้กิจกรรมระหว่างเครือข่ายของ Base และ Chain อื่นๆ ใน Superchain ต้องการการวางแผนทางเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น

Conclusion

กลายเปลี่ยนจาก OP Stack มาเป็น Unified Base Stack ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ แต่มันคือการประกาศอิสระภาพทางเทคโนโลยีของหนึ่งในเครือข่าย Layer 2 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Base มี TVL เกือบ 3,800 ล้านดอลลาร์, ครอบครองส่วนแบ่ง Revenue ของ Layer 2 กว่า 62% และมี Distribution จากผู้ใช้งาน Coinbase กว่า 120 ล้านราย กำลังจะได้พิสูจน์ว่าพวกเขาดีพอที่จะยืนบนแข้งขาของตัวเอง

Base จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ด้วย Hard Forks ที่บ่อยขึ้น และ TEE/ZK Proofs ที่จะกำจัดปัญหา 7-days withdrawal ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคใหญ่ของ Optimistic Rollups เครือข่าย Base จะสามารถเสนอ use cases ให้กับสถาบันที่ต้องการ Fast Finality ได้มากขึ้น

OP จะเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เมื่อ Base ที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักหายไป OP เหมือนต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ทั้งหมด เพราะโมเดล Revenue Sharing เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาความสัมพันธ์ใน Ecosystem อีกต่อไป

ดาวน์โหลด
DOWNLOAD FOR FREE!
Sirapop V.

Research ที่เกี่ยวข้อง

Report
Bitcoin ในกรอบราคาที่กดดัน
Sirapop V.
February 20, 2026
Report
Pumpfun แจกตังค์ Traders
Sirapop V.
February 19, 2026
Report
Everything will be on Hyperliquid
Sirapop V.
February 16, 2026