
แล้ว Unified Base Stack คืออะไร ? และอนาคต OP จะเป็นอย่างไรต่อไป ?
แม้ว่า OP Stack จะช่วยให้ Base สามารถเปิดตัวได้อย่างรวดเร็วในปี 2023 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ด้วย TVL สูงถึง 3,800 ล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งรายได้ของ Layer 2 กว่า 80% ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2026

แต่เมื่อปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้น OP Stack ก็เริ่มแสดงข้อจำกัดออกมา
ข้อแรกคือ External Dependencies หรือการพึ่งพาตัวแปรภายนอก โดยโค้ดที่ควบคุมส่วนประกอบสำคัญ เช่น Sequencer ถูกถือครองโดยหลายทีม ทั้งทีม OP, Flashbots และ Paradigm ทำให้การประสานงาน และการอัปเกรดทำได้ช้า
ข้อสองคือ ความซับซ้อนของ Codebase: สถาปัตยกรรมแบบ Patchwork ที่กระจายอยู่บน Repositories หลายแห่ง ทำให้การบำรุงรักษา และการตรวจสอบความปลอดภัยทำได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องคอยอ้างอิงกับต้นทางอย่าง OP อยู่เสมอ
ข้อสามคือ การอัปเกรดที่ช้า: ภายใต้ OP Stack เดิม Base สามารถทำการ Hard Fork เพื่ออัปเกรดเครือข่ายได้แค่ปีละ 3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งไม่ทันต่อความต้องการในการเพิ่มประสิทธิภาพและปรับแต่ฟีเจอร์เฉพาะตัว
และข้อสุดท้ายคือ ต้นทุนของ Revenue Sharing: ภายใต้ข้อตกลงที่ทำร่วมกับ OP Mainnet ทำให้ Base ต้องแบ่ง Sequencer Revenue 2.5% ของรายได้ หรือ 15% ของกำไรสุทธิให้กับ Optimism Collective ซึ่งเมื่อ Base มีรายได้สูงขึ้น ต้นทุนตรงนี้ก็สูงตามไปด้วย

สถาปัตยกรรมที่ Base เลือกใช้เพื่อเปิดตัว ไม่ได้เหมาะกับการ Scale ไปสู่ระดับโลก
Base ครองส่วนแบ่งรายได้ของ Layer 2 กว่า 80% แต่ยังต้องทำงานภายใต้ Codebase ของคนอื่น ทำให้การเปลี่ยนแปลงคือคำตอบ
เพื่อทำลายข้อจำกัดที่ว่ามา จึงได้มีการเปิดตัว Unified Base Stack หรือ base/base คือ codebase เดียวที่รวมองค์ประกอบหลักทั้งหมดเข้าด้วยกันใน repository เดียวบน GitHub เพื่อเพิ่มความเร็ว, ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยในการพัฒนา

องค์ประกอบหลักที่เปลี่ยนแปลงมีดังนี้
สิ่งสำคัญที่ Base ย้ำคือ การรวม Codebase เข้าด้วยกัน ไม่ได้หมายความว่า Base จะนำไปพัฒนาด้วยตัวเองคนเดียวจนกลายเป็นเครือข่ายแบบ Centralized โปรโตคอลจะถูกเปิดเผยแบบสาธารณะ และใครๆ ก็สามารถเข้ามาสร้าง, พัฒนา และช่วยกันปรับปรุงเครือข่ายได้อย่างอิสระภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

Base วางแผนการเปลี่ยนจาก OP Stack ไปเป็น Unified Base Stack โดยไม่ให้กระทบ Users และนักพัฒนาที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
V0 (ปัจจุบัน): เริ่มการรวม Codebase เข้าไปยัง Repository ที่มีชื่อว่า base/base บน Github โดยยังใช้ OP Stack เป็นหลัก แต่ Node Operators ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายมาใช้ Base Client
V1 Hard Fork (ไม่กี่เดือนข้างหน้า): เพิ่ม Fusaka Support, เปลี่ยนจาก Optimistic Proofs ไปเป็น TEE/ZK Proofs และปรับประเภทธุรกรรมใหม่ รวมไปถึงเพิ่ม Flashblock Lists
V3 Hard Fork (กลางปี 2026): เตรียมพร้อมสำหรับ Glamsterdam Upgrade ของ Ethereum, ลด Dependency จาก OP Stack และเพิ่ม Economic Tweaks สำหรับ Operators, นักพัฒนา และผู้ใช้งาน
Base ยืนยันว่า ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน dApps และ Users จะสามารถใช้งานได้ตามปกติ
Base คาดว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะถ้าไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาก็คงไม่เปลี่ยน
การมี Stack เป็นของตนเอง หมายถึงอิสระทางเทคโนโลยี Base สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ compliance, สถาบันการเงิน และความต้องการเฉพาะของตลาดได้โดยไม่ต้องรอ consensus จากภายนอก นอกจากนี้ยังรักษา sequencer revenue ได้เต็ม 100% แทนที่จะแบ่งส่วนหนึ่งให้ OP Mainnet
ผู้ใช้งานและนักพัฒนาบน Base ได้ประโยชน์จาก ZK/TEE proofs ที่ทำให้ withdrawal เร็วขึ้นจาก 7 วันเหลือเกือบทันที ค่าธรรมเนียมที่อาจต่ำกว่าเดิมจากการ optimize โดยตรง และ features ใหม่ที่จะออกมาเร็วขึ้นเป็น 2 เท่า
Ethereum Ecosystem โดยรวมได้ประโยชน์จากการที่ Base ประกาศจะทำตัวเป็นห้องทดลองให้ โดยทดสอบ high-impact changes เช่น Block Access Lists บน Base ก่อน L1 เพื่อส่งข้อมูลกลับไปพัฒนา Ethereum Roadmap
ส่วนผู้ที่แพ้ก็คงจะเป็น OP Mainnet, Optimism Collective และผู้ถือโทเค็น $OP
หลังจากมีประกาศเกี่ยวกับ Unified Base Stack ออกมา ราคาของ $OP ร่วงลงมาแล้ว -38% สู่จุดต่ำสุดตลอดการที่บริเวณ $0.117 เนื่องจาก Base เป็นแหล่งรายได้หลักของ Superchain
โดยรายได้ตลอดการของ Superchain กว่า 41% และกว่า 71% ของ Sequencer Revenue รวมมาจาก Base
และนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นต้นมา Base ครอบครองสัดส่วนมากกว่า 90% ของ Real Economic Value ของ Superchain

Superchain Ecosystem เผชิญความเสี่ยงที่ chain อื่นๆ อย่าง Zora จะตาม Base ออกไปพัฒนา stack ของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่กระจายตัวของสภาพคล่องและมาตรฐานเทคโนโลยีในระยะยาว
ส่วนความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย ในระยะสั้น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การแยกจากมาตรฐาน OP Stack ทำให้กิจกรรมระหว่างเครือข่ายของ Base และ Chain อื่นๆ ใน Superchain ต้องการการวางแผนทางเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น
กลายเปลี่ยนจาก OP Stack มาเป็น Unified Base Stack ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนซอฟต์แวร์ แต่มันคือการประกาศอิสระภาพทางเทคโนโลยีของหนึ่งในเครือข่าย Layer 2 ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Base มี TVL เกือบ 3,800 ล้านดอลลาร์, ครอบครองส่วนแบ่ง Revenue ของ Layer 2 กว่า 62% และมี Distribution จากผู้ใช้งาน Coinbase กว่า 120 ล้านราย กำลังจะได้พิสูจน์ว่าพวกเขาดีพอที่จะยืนบนแข้งขาของตัวเอง
Base จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ด้วย Hard Forks ที่บ่อยขึ้น และ TEE/ZK Proofs ที่จะกำจัดปัญหา 7-days withdrawal ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคใหญ่ของ Optimistic Rollups เครือข่าย Base จะสามารถเสนอ use cases ให้กับสถาบันที่ต้องการ Fast Finality ได้มากขึ้น
OP จะเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง เมื่อ Base ที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักหายไป OP เหมือนต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ทั้งหมด เพราะโมเดล Revenue Sharing เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาความสัมพันธ์ใน Ecosystem อีกต่อไป
